ข้อมูลแม่ฮ่องสอน
จังหวัดแม่ฮ่องสอน
จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีความโดดเด่นหลายลักษณะ โดยเฉพาะสภาพภูมิประเทศ
ความหลากหลายด้านวัฒนธรรมมีศิลปวัฒนธรรมประเพณีอันควรค่าแก่ศิลปะกรรมอันโดดเด่นของชาวไทยใหญ่
คือ สถาปัตยกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นศาสนสถาน
ประวัติจังหวัดแม่ฮ่องสอน
แม่ฮ่องสอน เป็นจังหวัดชายแดนจังหวัดหนึ่ง ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับสหภาพพม่า ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกสุดของภาคเหนือ โดยอยู่ห่างจากกรุงเทพฯประมาณ 924 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 12,681.259 ตารางกิโลเมตร
แม่ฮ่องสอนได้ชื่อว่า เมืองสามหมอก เนื่องจากเป็นเมืองในหุบเขา ล้อมรอบด้วยภูเขาสลับซับซ้อนทอดขนานไปกับทิวเขาถนนธงชัย และทิวเขาแดนลาว
ดังนั้น จึงถูกปกคลุมด้วยหมอกตลอดทั้งปี มีทิวทัศน์สวยงามตามธรรมชาติของเทือกเขาสลับซับซ้อนและป่าไม้นานาพันธุ์จนมีคำกล่าวว่าเปรียบเสมือนกับเป็นสวิตเซอร์แลนด์ของเมืองไทย
ประวัติและความเป็นมาจังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อปี พ.ศ. 2374 พระเจ้ามโหตรประเทศ ผู้ครองนครเชียงใหม่ ให้ เจ้าแก้วเมืองมา เป็นแม่กอง นำไพร่พลช้างต่อและหมอควาญ ออกไปจับช้างป่ามาใช้งานเจ้าแก้วเมืองมา ยกไพร่พลข้ามภูเขา มาทางตะวันตกของเชียงใหม่ ซึ่งมีช้างป่าชุกชุม โดยมอบหน้าที่ให้ พะกาหม่อง เป็นผู้ควบคุมดูแล เมื่อคล้องช้างได้เป็นจำนวนเพียงพอแล้ว จึงพากันเดินทางต่อไปถึงชุมชนบ้านป่าแห่งหนึ่ง มีทำเลดีมีร่องธารน้ำและที่ราบ เหมาะแก่การฝึกช้างป่า จึงหยุดไพร่พลตั้งบ้านเรือนขึ้นที่นี่ และตั้งชื่อหมู่บ้านว่า "แม่ร่องสอน" หมายถึงที่มีร่องน้ำฝึกช้าง ต่อมา ได้เพี้ยนเป็น "แม่ฮ่องสอน"
ครั้นถึงปี พ.ศ. 2399 มีชาวไทยใหญ่ อพยพมาหลบภัยสงครามอยู่ที่แม่ร่องสอนเป็นจำนนมาก โดยมี เจ้าฟ้าโกหล่าน และชานกะเล เป็นหัวหน้า เมื่อมาอยู่ที่นี่ ชานกะเล ได้ช่วยหน่วยงานต่างๆ จนเป็นที่โปรดปรานของพะกาหม่องถึงกับยกลูกสาวชื่อนางไส ให้เป็นภรรยา
ต่อมาชานกะเล อพยพครอบครัวลงใต้มาอยู่ที่เมืองกุ๋นลม
หรือขุนยวมในปัจจุบัน ได้เป็นเจ้าเมืองกุ๋นลมคนแรก
ต่อมานางไสถึงแก่กรรม เจ้าฟ้าโกหล่าน
ยกหลานสาวชื่อเจ้านางเมี๊ยะให้เป็นภรรยา ชานกะเลปกครองเมืองกุ๋นลม
เจริญมั่งคั่งส่งส่วยตอไม้ให้ได้มากมาย จนถึง พ.ศ. 2417
เจ้าอินทวิชยานนท์ จึงแต่งตั้งชานกะเลเป็น พญาสิงหนาถราชา
แล้วสถาปนาเป็นเจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนคนแรก
จังหวัดแม่ฮ่องสอน
มีความโดดเด่นหลายลักษณะ โดยเฉพาะสภาพภูมิประเทศ
ความหลากหลายด้านวัฒนธรรม และความหลากหลายของประชากรจากหลายกลุ่มชาติ
จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีสถานที่ท่องเที่ยวอยู่มากมายทั้งที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและโบราณสถาน
นอกจากนี้ยังมีศิลปวัฒนธรรมประเพณีอันควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้เห็นได้จากบ้านเรือนที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวหรือสองชั้นแบบโบราณ
เรียกว่า บ้านแบบไทยใหญ่ สร้างด้วยไม้มีใต้ถุนสูง
หลังคามุงด้วยใบตองตึง มีการแต่งกายแบบพื้นเมือง ซึ่งเรียกกันว่า
ชุดไต คือผู้ชายนุ่งกางเกงคล้ายกางเกงจีนหรือกางเกงชาวเล
สวมเสื้อคอกลม แขนยาวป้ายแบบจีน ผู้หญิงนุ่งผ้าถุงยาว
สวมเสื้อทรงกระบอกตัวสั้นเพียงเอว
ชาวแม่ฮ่องสอนยังใช้ภาษาท้องถิ่นและรับประทานอาหารพื้นเมือง
สิ่งเหล่านี้นับว่าเป็นเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเยือนและเดินทางกลับด้วยความประทับใจ
การปกครอง
การปกครองแบ่งออกเป็น 7 อำเภอ 45 ตำบล 402 หมู่บ้าน แบ่งเป็ร 7
อำเภอใหญ่ๆได้แก่ อำเภอเมือง แม่สะเรียง ขุนยวม ปาย แม่ลาน้อย สบเมย
และปางมะผ้า
ทิศเหนือ
ติดต่อกับ ประเทศสหภาพพม่าด้านรัฐฉานตอนใต้รัฐคะยาบางส่วนโดยมีแม่น้ำ
สาละวิน แม่น้ำเมย
เป็นแนวพรมแดน
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอเวียงแหง อำเภอแม่แตง
อำเภอแม่แจ่ม อำเภอฮอด และอำเภออมก๋อย
จังหวัดเชียงใหม่
โดยมีเทือกเขาถนนธงชัยกลาง และเทือกเขาถนนธงชัย
ตะวันออก เป็นแนวเขต
ทิศใต้
ติดต่อกับ อำเภอท่าสองยาง
จังหวัดตาก โดยมีแม่น้ำยวมและแม่น้ำเงาเป็นแนวเขต
ทิศตะวันตก ติดต่อกับ ประเทศสหภาพพม่า
ด้านรัฐคะยาและรัฐคอทูเล โดยมีเทือกเขาถนนธงชัย
ตะวันตก แม่น้ำสาละวิน
และแม่น้ำเมย เป็นแนวพรมแดน
จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีพรมแดนที่ติดต่อกับประเทศสหภาพพม่า รวมทั้งสิ้น
ยาว 483 กิโลเมตร แบ่งเป็นพรมแดนทางบก ยาวประมาณ 326
กิโลเมตร และพรมแดนทางน้ำ ยาวประมาณ 157
กิโลเมตร(ด้านแม่น้ำสาละวิน ยาว 127 กิโลเมตร
และด้านแม่น้ำเมย ยาว 30 กิโลเมตร) ทุกอำเภอในจังหวัด
มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศสหภาพพม่า
สภาพภูมิประเทศ
พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นทิวเขาสูงสลับซับซ้อน
และยังคงเป็นป่าไม้ตามธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์
โดยมีพื้นที่ป่าไม้ที่เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ประมาณ 6,976,650 ไร่
มีทิวเขาเรียงตามแนวทิศเหนือ-ใต้ ขนานกัน ซึ่งมีทิวเขาที่สำคัญ คือ
ทิวเขาแดนลาว และทิวเขาถนนธงชัย ซึ่งประกอบด้วยทิวเขาเรียงขนานกัน 3
แนว คือ ทิวเขาถนนธงชัยตะวันตก ทิวเขาถนนธงชัยกลาง
และทิวเขาถนนธงชัยตะวันออก ยอดเขาที่สูงที่สุด คือ ยอดเขาแม่ยะ
อยู่บริเวณทิวเขาถนนธงชัยตะวันออก
ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดในเขตอำเภอปายซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ2005เมตร
สภาพภูมิอากาศ
จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดที่มีภูมิอากาศแบบร้อนชื้น
โดยในฤดูร้อนจะมีอากาศร้อนจัด อากาศหนาวจัดในฤดูหนาว
และฝนจะตกชุกในฤดูฝน นอกจากนี้จังหวัดแม่ฮ่องสอน
มีหมอกปกคลุมตลอดทั้งปี อุณหภูมิต่ำสุดที่บันทึกได้อยู่ที่ 3.9
องศาเซลเซียส และอุณหภูมิสูงสุดบันทึกได้ที่ 44.0
องศาเซลเซียสสภาพภูมิอากาศแบ่งออกได้ 3 ฤดู ได้แก่
ฤดุร้อน
เริ่มตั้งแต่ช่วงระหว่างกลางเดือนกุมภาพันธ์ - กลางเดือนพฤษภาคม
จะมีอากาศร้อนอบอ้าว
ฤดูฝน เริ่ม ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม -
เดือนตุลาคม จะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้
ทำให้อากาศชุ่มชื้นฝนจะตกชุกมาก
ซึ่งจะมีปริมาณมากที่สุดในเดือนสิงหาคม
ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม -
กลางเดือนกุมภาพันธ์ โดยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ
และความกดอากาศสูงจากประเทศจีน อากาศจะหนาวเย็นมาก
ประชากร
จำนวนประชากรในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ณ วันที่ 30 มิถุนายน
2552 รวมทั้งสิ้น
240,922 คน เป็นชาย
123,749 คน เป็นหญิง 117,173 คน จำนวนหลังคาเรือน 87, 544
ครัวเรือน สำหรับอำเภอที่มีประชากรมากที่สุด ได้แก่
อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน มีจำนวน 52,578 คน รองลงมา ได้แก่
อำเภอแม่สะเรียง มีจำนวน 51,277 คน และอำเภอปางมะผ้า
มีประชากรน้อยที่สุด จำนวน 18,125 คน
ความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่ของจังหวัดโดยเฉลี่ยงบประมาณ 20.9
คน/ตารางกิโลเมตร
ประชากรในจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีความหลากหลาย ทั้งคนเมือง ชาวไต (ไทใหญ่) จีนฮ่อ พม่า และชาวเขาเผ่าต่าง ๆ
ราวร้อยละ 60 ของประชากรทั้งหมด ได้แก่ ม้ง (แม้ว) ลีซู (ลีซอ) ล่าหู่ (มูเซอ) ลัวะ และปกฺกะญอ
(กะเหรี่ยง) เป็นต้น โดยต่างรักษาวัฒนธรรมของตนเอาไว้ได้เป็นอย่างดี
ขณะเดียวกันก็อยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านที่มีวัฒนธรรมต่างกันได้โดยไม่เคยปรากฏความแตกต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมแต่อย่างใด
อาหารการกิน
ชาวไตหรือชาวไทใหญ่นิยมกินข้าวเจ้าเป็นอาหารหลักอาหารการกินส่วนใหญ่ของชาวไตจะประกอบด้วยผัก
แม้แต่น้ำมันที่ใช้ปรุงอาหารก็ใช้น้ำมันงา
โดยเฉพาะอาหารที่ปรุงจากถั่วเน่า
ถือได้ว่าเป็นต้นตำรับอาหารของชาวไตอาหารที่ชาวไตใช้กินทั่ว ๆ
ไปในครัวเรือนจะเป็นพืชผักที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นเสียส่วนใหญ่
อาหารที่ชาวไตมักทำขึ้นในงานบุญสำคัญประกอบด้วย แกงฮังเล น้ำซด
อะเต่งจ่อ หรือผัดวุ้นเส้นใส่ผักต่าง ๆ ปรุงรสด้วยขมิ้น กะปิและพริกสด
หากเป็นงานจ่าก๊ะ
ซึ่งเป็นงานทำบุญเลี้ยงพระและผู้เฒ่าผู้แก่ที่ถือศีลในช่วงเข้าพรรษา
จะนิยมเลี้ยงขนมจีนน้ำเงี้ยว
การแต่งกายของชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอน
มีการแต่งกายแบบพื้นเมือง ซึ่งเรียกกันว่า ชุดไต
คือผู้ชายนุ่งกางเกงคล้ายกางเกงจีนหรือกางเกงชาวเล สวมเสื้อคอกลม
แขนยาวป้ายแบบจีน ผู้หญิงนุ่งผ้าถุงยาว
สวมเสื้อทรงกระบอกตัวสั้นเพียงเอวด้านหน้ากลัดกระดุมเฉียงซ้ายหรือขวา
เกล้าผมทรงสูงทำเป็นมวยไว้ด้านหลังแล้วใช้หวีประดับมุกหรือหวีทองคำเสียบปักที่ผม
เคร่งและยึดมั่นในศาสนามาก
ศิลปหัตถกรรมและการรื่นเริงส่วนใหญ่มีลักษณะคล้ายพม่า
ชาวไทใหญ่มีศิลปะการแต่งกายที่แสดงถึงความมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมเป็นของตนเองมาช้านาน
ชาวไทใหญ่ในแม่ฮ่องสอนก็เช่นกัน
มีศิลปะการแต่งกายเป็นของตนเองจะมีข้อแตกต่างในรายละเอียดเล็กน้อยแล้วแต่ฐานะความเป็นอยู่
เพศ วัย และกาลเทศะการแต่งกาย เช่นในวัยเด็ก
ทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายที่มีอายุเข้าเกณฑ์ไปโรงเรียนก็จะแต่งเครื่องแบบนักเรียน
แต่ขณะที่อยู่บ้าน หรือไปร่วมงานเทศกาลต่างๆ
จะแต่งกายไม่แตกต่างกันมากนัก คือ เด็กชาย
จะสวมกางเกงขาก๊วยที่เรียกว่า " ก๋นห่งย่ง " หรือ " ก๋นไต "
และเสื้อเชิ้ต หรือสวมกางเกงขาสั้น
ส่วนทรงผมเด็กผู้ชายจะโกนหัวจนถึงอายุ 10 ขวบ
จากนั้นจะไว้ทรงผมนักเรียน ส่วนเด็กหญิงจะนุ่งผ้าซิ่นและเสื้อไต
ซึ่งมักประดับด้วยลายลูกไม้
ส่วนทรงผมจะใช้ทรงผมมวยเกล้าหรือผมทรงหน้าม้า
สำหรับรองเท้าของทั้งผู้หญิงผู้ชายจะเป็นรองเท้าคีบหรือรองเท้าแตะ
-การแต่งกาย ของผู้ชายชาวไทใหญ่
การแต่งกายของชายหนุ่มและชายสูงอายุนิยมสวมกางเกงขาก๊วย หรือ " ก๋นไต
" สวมเสื้อยืดคอกลมหรือเสื้อเชิ้ต แล้วสวมทับด้วยเสื้อนอกเรียกว่า "
เส้อแต้กปุ่ง " ทรงผมชายจะเกล้ามวยไว้ด้านใดด้านหนึ่ง
เครื่องประดับนิยมใช้ " หน่าหลี่โจ "
หรือนาฬิกาใช้แขวนหรือห้อยพกไว้ในกระเป๋าที่หน้าอก สำหรับกระดุม
"เส้อแต้กปุ่ง" ทำด้วยผ้าหรือกระดุมทองคำ
สวมสร้อยคอล๊อกเก็ตทองคำเส้นเล็ก ๆ แขวนนอกคอเสื้อ
จะเจาะหูข้างเดียวเพื่อใส่ตุ้มหูหรือตีทองเป็นแผ่นแล้วม้วนคล้ายตะกรุดยัดไว้ในรูติ่งหู
สะพายย่ามสะพายดาบ เมื่อไปร่วมงานต่าง ๆ จะโพกศีรษะด้วยผ้าสีต่าง ๆ
หากไปร่วมงานในตอนกลางวันที่มีแสงแดดจ้า
จะสวมหมวกปีกใหญ่ทำจากกาบไม้ไผ่หรือไม้จักรสาน เรียกว่า " กุ๊บ "
สวมรองเท้าแตะคีบหรือรองเท้าหนัง หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
การแต่งกายของชาวไทใหญ่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยโดยจะสวมกางเกงทรงสากล
สวมเสื้อเชิ้ต สวมหมวกสักหลาด สะพายย่าม แต่ไม่สะพายดาบ
ทรงผมที่เคยเกล้ามวยถูกยกเลิกไป การใส่ตุ้มหูก็หมดความนิยม
การแต่งกายแบบดั้งเดิมจริง ๆ นั้น
ปัจจุบันจะพบเห็นได้ในงานเทศกาลหรืองานทำบุญต่างๆ
หรือตามหมู่บ้านในชนบทเท่านั้น
และมีรายละเอียดเกี่วกับการแต่งกายของผู้ชายชาวไทใหญ่ ตั้งแต่ทรงผม
เสื้อผ้า และเครื่องประดับ
-การแต่งกายของผู้หญิงชาวไทใหญ่
การแต่งกายของผู้หญิงชาวไทใหญ่จะสวมซิ่นหรือผ้าถุงส่วนหญิงสาวมักจะใส่สีสดใส
แม่บ้านหรือคนแก่จะใส่สีเข้มสวมเสื้อที่เรียกว่า " เส้อแซค "
ซึ่งมีทั้งแขนสั้นและแขนยาวหลากสี สาบเสื้อป้ายทับไปทางด้านขวา
ติดกระดุมผ้าหรือกระดุมเงินกระดุมทอง หญิงสาวเกล้าผมมวยตั้งมี " กุ้ก
" และไว้ "สต๊อก" ( หญิงสาวจะไว้สะต้อก ถ้าแต่งงานแล้วจะไม่มีสะต้อก)
แม่บ้านหรือคนแก่รวบผมเกล้ามวยเยื้องไปทางด้านหลังมีมวยผม
อาจจะเสียบดอกไม้ประดับตามฤดูกาล สวมรองเท้าแตะคีบที่ทำด้วยยางหรือไม้
หุ้มกำมะหยี่ ในเทศกาลที่สำคัญต่างๆ
จะสวมเครื่องประดับมากเป็นพิเศษเช่น "สร้อยแขน" หรือกำไลเงิน
หรือกำไลทอง " เป่หู " หรือตุ้มหูเงินตุ้มหูทองคำ สร้อยคอทองคำ
และเข็มขัดเงินหรือทอง หรือนาค (แหวนโจยหลิ่ม) หลังสงครามโลกครั้งที่
2
หญิงไตหันมาแต่งตัวตามสมัยนิยมชุดไตดั้งเดิมพอจะพบเห็นได้ประปรายในผู้สูงอายุ
หรือพบในผู้ร่วมงานเทศกาลที่สำคัญและงานทำบุญต่างๆ
การแต่งกายของหญิงชาวไทใหญ่ในแต่ละวัย
-วัยทารก
ผู้เป็นแม่จะห่อหุ้มด้วยผ้าอ้อมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเป็นเวลาสามเดือน
เมื่อครบสามเดือนแล้วจึงจะให้ใส่เสื้อผ้าแล้วพันผ้าอ้อมในส่วนล่างของร่างกายเท่านั้น
การห่อผ้าอ้อมไว้ถึง 3 เดือนนั้น
ทำขึ้นเพื่อให้ลูกหลับสนิทเป็นเวลานาน ปรับสภาพให้เหมือนอยู่ในท้อง
บังคับส่วนศีรษะให้เข้ารูป และเพื่อบังคับให้ร่างกายส่วนแขน ขาตรง
จะได้งดงาม
-วัยเด็ก
เมื่อพ้นวัยทารกแล้ว แม่จะตัดกระโปรงชุดให้เด็กผู้หญิงสวมใส่ เรียกว่า
"เส้อซุบ" ในอดีตนิยมตัดเสื้อผ้าตัวใหญ่ๆ
ให้ลูกสวมใส่หรือใส่เสื้อผ้าสืบทอดกันไปในหมู่พี่น้อง
เพื่อประหยัดเงินทอง เมื่อโตพอที่จะสวมผ้าซิ่นได้แล้ว
แม่จะสอนให้นุ่งผ้าซิ่นคาดเข็มขัด
เสื้อชั้นในจะใช้เสื้อปักลายลูกไม้ด้านหลัง
ยกทรงจะตีเกล็ดถี่ๆไว้บนทรง บ่าใหญ่ประมาณ 2 นิ้วมือ
เป็นเสื้อผ่าหน้าใช้เข็มกลัดติดกระดุมเรียกว่า "เส้อปิ๊ดจ่า"
สวมเสื้อไตหน้าต่อทับด้านนอก ผู้ใหญ่ใช้ "เส้อไตหน้าแว๊ด"
แบบเสื้อชาวจีน คอกลม แต่ชายเสื้อสั้นแค่เอว
มีกระดุมขอดสอดกับหูกระดุมอีกด้านหนึ่ง เช่นเดียวกับเสื้อผู้ชาย
หรือใช้กระดุมชุดที่ทำจากพลอยพม่า ถ้าใช้กระดุมชุดพลอย
กระดุมผ้าที่เย็บติดกับตัวเสื้อจะเย็บเป็นหูทั้งสองข้าง
ให้ห่วงกระดุมพลอยสอดคล้องกับหูของกระดุมผ้า
แล้วใช้เม็ดพลอยลอดห่วงผ้าอีกข้างหนึ่งเพื่อรั้งให้ติดกันไว้ทั้งสองข้าง
การแต่งการประจำท้องถิ่น ของแต่ละชนเผ่า
-กระเหรี่ยง
กะเหรี่ยงเป็นชาวเขาเผ่าใหญ่ที่ีสุดในประเทศไทยคือมีประชากรมากกว่าร้อยละ
50 ของประชากรชาวเขาทั้งหมด กะเหรี่ยงในไทยแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม
แต่มีที่โดดเด่นอยู่ 2
กลุ่มคือกะเหรี่ยงสะกอและกะเหรี่ยงโปว์ทั้งสองพวกตั้งหมู่บ้านกระจายอยู่ในภาคเหนือตั้งแต่จังหวัดเชียงราย
เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ระเรื่อยลงมาตามชายแดนตะวันตก ร่วม 15 จังหวัด
ลงไปจนถึงคอคอดกระแต่พวกโปว์พบมากที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตาก
กาญจนบุรีและอุทัยธานี
การแต่งการของ กระเหรี่ยง
ชาวกะเหรี่ยงเป็น "นักทอ"
เพราะทอผ้ากันเป็นวัฒนธรรมประจำเผ่า
เสื้อสาวโสดตั้งแต่ยังเยาว์จนได้เวลาออกเรือนจะเป็นเสื้อทรงกระสอบ
ผ้าฝ้ายพื้นขาว ทอหรือปักประดับลวดลายให้งดงาม
ส่วนหญิงที่มีครอบครัวแล้วจะสวมเสื้อและผ้านุ่งคนละท่อน
ผ้านุ่งและเสื้อจะมีความสั้นยาว ลวดลาย และสีสันหลากหลาย
มีการตกแต่งนานารูปแบบ เช่น นำลูกเดือยมาประดับ
หรือใช้กรรมวิธีการทอยกดอกหรือยกลายเป็นต้นและชาวกะเหรี่ยงโปว์จะประดับประดาตกแต่งมากกว่ากะเหรี่ยงสะกอ สำหรับผู้ชายกะเหรี่ยงนั้นส่วนมากจะสวมเสื้อตัวยาวถึงสะโพก
ตัวเสื้อจะมีการตกแต่งด้วยแถบสีไม่มีการปักประดับเหมือนเสื้อผู้หญิง
นอกจากนี้
ชาวกะเหรี่ยงทั้งชายหญิงจะนิยมใช้สร้อยลูกปัดเป็นเครื่องประดับ
ไม่นิยมใช้เครื่องเงินชิ้นใหญ่เช่นชาวเขาเผ่าอื่น
นิยมสวมกำไลอะลูมิเนียมและทองเหลือง
โดยเฉพาะสาวกะเหรี่ยงโปว์จะสวมกำไลเกือบทั้งแขน
-ม้งหรือแม้ว
ม้งมีภูมิลำเนาอยู่ในภาคเหนือของประเทศกระจายออกไปถึง 13
จังหวัด ถิ่นที่พบมากคือจังหวัดเชียงราย ตาก น่าน เชียงใหม่
และเพชรบูรณ์ม้งในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือม้งจั๊ว
ถูกเรียกเป็นภาษาไทยว่าแม้วน้ำเงินหรือแม้วลาย
อีกกลุ่มหนึ่งคือม้งเด๊อหรือเรียกเป็นภาษาไทยว่าแม้วขาว แม้วขาว และ แม้วลาย
รูปร่างหน้าตาคล้ายคนจีน ชายนุ่งกางเกงจีนครึ่งแข้งสีดำ
สวมเสื้อแขนกระบอก ใส่หมวกจีนกลมๆ
หญิงนุ่งกระโปงสั้นแคเข่าจีบเป็นวงกลมรอบตัวใส่เสื้อป้ายแบบจีนใช้ผ้าโพกหัว
ส่วนแม้วขาว หญิงจะนุ่งกางเกงขายาว
ภาษาที่พูดและเขียนคล้ายภาษาจีน
การแต่งกายของชาวม้ง
ม้งเป็นนักปักที่ลือชื่อภาพชาวม้งที่เราคุ้นตามักจะเป็นม้งลายที่ผู้หญิงจะนุ่งกระโปรงจีบอัดกลีบรอบตัว
ยาวแค่เข่าผ้าใยกัญชงหรือฝ้ายทอมือ
เขียนลวดลายบาติกอันเป็นเอกลักษณ์ของม้ง ส่วนเสื้อจะเป็นผ้าสีดำแขนยาว
สวยพิสดารด้วยฝีเข็มปักและลายปะละเอียดยิบ และมีรัดน่อง นอกจากนี้
เวลาแต่งตัวครบเครื่องจริงๆ
ยังมีผ้ากันเปื้อนปักประดับกันวิจิตรงดงามคาดทับกระโปรงอีกที
ส่วนผู้ชายม้งจะสวมกางเกงขายาวสีดำหลวมๆ
เป็นหย่อนลงมาเกือบถึงปลายขา สวมเสื้อแขนยาวผ่าอก
สีดำเสื้อตัวสั้นลอยอยู่เหนือเอวมีการปักประดับลวดลายที่สาบ
ชาวม้งนิยมใช้เครื่องประดับเงิน
ทั้งชายและหญิงจะมีกำไลเงินประดับรอบคอกัน
-เมี้ยนหรือเย้า
เมี่ยนในประเทศไทยจะพบอาศัยอยู่หนาแน่ที่สุดในจังหวัดเชียงรายน่านพะเยา
ลำปาง กำแพงเพชร เชียงใหม่ สุโขทัย ตาก และเพชรบูรณ์
ชาวเมื่ยนที่อยู่ในไทยไม่มีกลุ่มย่อยจึงมีภาษาพูดเพียงภาษาเดียวสำเนียงเดียวกันแต่งกายแบบเดียวกันถือขนบธรรมเนียมเหมือนกันแตกต่างกันก็เพียงเล็กน้อยตามท้องถิ่นเท่านั้นและชาวเขาเผ่าเมี่ยนเป็นเผ่าที่มีภาษาเขียนดั้งเดิมโดยใช้ตัวอักษรจีน
สาวเมี่ยนชำนาญงานปักซึ่งเป็นการปักแบบด้น
ที่น่าอัศจรรย์คือพวกเธอจะปักผ้าจากด้านหลังและจะไม่เห็นลายทั้งหมดจนกว่าจะพลิกผ้ามาดู
ส่วนการปักเข็มไขว้หรือปักแบบครอสสติ๊ชที่นิยมกันมากในปัจจุบันนั้น
เพิ่งเข้ามาเมื่อ 50 - 60
ปีนี่เอง
การแต่งกายของชาวเมี้ยนหรือเย้า
เครื่องแต่งกายผู้หญิงประกอบด้วยกางเกงขาก๊วยซึ่งพราวไปด้วยลายปักที่จะแสดงฝีมือกันเต็มที่
โดยสวมกับเสื้อคลุมตัวยาว
แต่จะรวบชายเสื้อด้านหน้าจากเอวไปไว้ด้านหลังเพื่อโชว์ลายปักที่กางเกง
และที่สาบเสื้อด้านในรอบคอลงมาถึงเอวจะติดปุยไหมพรมสีแดงมีผ้าคาดเอวและผ้าโพกศีรษะ
ส่วนผู้ชายเมี่ยนจะสวมเสื้อตัวสั้นกับกางเกงขาก๊วย
มีการปักและประดับริมผ้าหรือปักลวดลายงดงามเป็นกระเป๋า
สำหรับเครื่องประดับนั้นจะนิยมสวมเครื่องเงินเป็นกำไลคอและมีสร้อยระย้าห้อยลงด้านหลังฝีมือการทำเครื่องเงินของชาวเมี่ยนนั้นเป็นที่เลื่องลือในหมู่ชาวเผ่าว่างงดงามนัก
-อาข่า หรือ อีก้อ
เดิมทีอาข่าตั้งรกรากอยู่เหนือของแม่น้ำกกในจังหวัดเชียงรายเท่านั้นแต่ปัจจุบันมีอาข่าอาศัยอยู่ในหลายจังหวัดเช่นเชียงราย
เชียงใหม่ ตาก ลำปาง และแพร่
การแต่งกาย
เมื่อสาวอาข่าแต่งตัวครบเครื่องจะสวยน่าตะลึงลานตั้งแต่ศีรษะจดเท้า
เครื่องแต่งกายของหญิงอาข่าประกอบด้วยหมากที่ประดับและตกแต่งเต็มที่ด้วยเหรียญและเครื่องเงิน
เสื้อตัวสั้นที่ปะด้วยเศษผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อย หลากสีที่ด้านหลัง
ซึ่งสวมคลุมทับกระโปรงสั้นเหนือเข่า มีผ้าคาดเอวซึ่งแต่งชายงดงาม
และรัดน่องที่ปะและตกแต่งลวดลายสวยงามคล้ายด้านหลังเสื้อ
ส่วนผู้ชายอาข่าจะสวมเสื้อคอกลม แขนยาว ผ่าหน้า
ซึ่งมีรายละเอียดของแบบและการประดับประดาหลากหลาย
ใช้ลวดลายและสีสันเช่นเดียวกับเสื้อสตรี
ส่วนกางเกงขาก๊วยไม่มีการตกแต่ง ในบางโอกาสจะใช้ผ้าโพกศีรษะสีดำ
พันอย่างเรียบร้อยแน่นหนาจนถอดและสวมได้คล้ายหมวก เครื่องประดับนั้นส่วนใหญ่จะถูกเย็บติดกับเสื้อผ้า
แต่ก็ยังนิยมสวมเครื่องเงินเป็นกำไลคอและข้อมือ
รวมทั้งนิยมประดับหมวกด้วยเครื่องเงิน
-ยางกะเลอหรือกะหรี่ยงแดง
ชายแต่งกายใส่เสื้อทร่งกระบอกยาวถึงกัน
นุ่งกางเกงจีน หญิงสวมเสื้อกระโปรงติดกันไม่มีแขน
สีขาวยาวถึงข้อเท้า
-มูเซอแดง
หญิงสวมเสื้อแบบไทยใหญ่
นุ่งผ้าซิ่นสีแดงชายพกไว้ซ้ายมือยาวถึงข้อเท้า
ไว้ผมมวยืชายแต่งกายแบบไทยใหญ่ เสื้อสั้นแค่เอว
-ลัวะ
ชายแตงกายแบบชาวไทยใหญ่ใช้ผ้าโพกศรีษะ
หญิงนุ่งซิ่นสั้นไม่เลือกสี เสื้อแบบพม่าปล่อยชายยาวมีมากในเขต
อ.เมืองและแม่สะเรียง
-จีนฮ่อ
การแต่งชาวกายและภาษาพูด/เขียน เหมือนชาวจีนทั่วไป
-มูเซอดำ
ชายนุ่งกางเกงดำ ใส่เสื้อแขนกระบอกสั้นแค่เอว
หญิงนุ่งการเกงดำใส่เสื้อแขนกระบอกผ่าอกตัวยาวถึงสะโพก
โกนหัวไว้หางจุก
ศาสนา
ประชากรส่วนใหญ่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนจะนับถือศาสนาพุทธ
ประมาณร้อยละ 77.50 จะนับถือศาสนาพุทธ รองลงมาคือ ศาสนาคริสต์
ประมาณร้อยละ 20.90 และ นับถือศาสนาอิสลาม
ประเพณีและวัฒนธรรม
ความหลากหลายด้านวัฒนธรรม
และความหลากหลายของประชากรจากหลายกลุ่มชาติ
จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีสถานที่ท่องเที่ยวอยู่มากมายทั้งที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและโบราณสถาน
-ประเพณีปอยส่างลอง
หรือประเพณีบรรพชาสามเณร
ตามประเพณีชาวไทยใหญ่
ซึ่งถือว่าเป็นประเพณีที่ได้กุศลแรงกว่าการอุปสมบทพระภิกษุจึงจัดอย่างยิ่งใหญ่ในช่วงเดือนมีนาคม-
พฤษภาคม เด็กที่จะบรรพชาเรียกว่า "ส่างลอง"
จะโกนผมแต่ไม่โกนคิ้วแล้วแต่งกายประดับประดาด้วยเครื่องประดับอันมีค่า
เช่น สวมสร้อย กำไล แหวน และใช้ผ้าโพกศรีษะแบบพม่า
สวมถุงเท้ายาว นุ่งโสร่ง ทาแป้งขาว เขียนคิ้ว ทาปาก
ทั้งนี้พระพุทธเจ้ามีฐานะเป็นกษัตริย์
ยังละกิเลสได้การประดับประดาแสดงว่ามีฐานะดีก็ ละกิเลสไปบวชได้เช่นกัน
ถ้าไม่มีม้าก็จะขี่คอคนซึ่งเรียกว่า "พี่เลี้ยง" หรือ "ตะแปส่างลอง"
แห่ไปตามถนนสายต่างๆ มีกลดทองหรือ"ทีคำ"แบบพม่ากันแดด
ปัจจุบันประเพณีนี้กำหนดให้เป็นการบรรพชาแบบสามัคคี คือ
จัดการบรรพชาส่างลองจำนวนมากในคราวเดียวกันในช่วงต้นเดือนเมษายนของทุกปีทำให้ประเพณีส่างลองในจังหวัดแม่ฮ่องสอน
มีความยิ่งใหญ่และงดงามเป็นที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยว
-ประเพณีออกพรรษา หรือ
งานปอยเหลินสิบเอ็ด
เป็นประเพณีที่มีความสำคัญมากสำหรับชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยในเดือน
11 ระหว่างวันขึ้น 13 - 14 ค่ำ จะมีงานตลาดนัดขายของกันทั้งวันทั้งคืน
ประชาชนจะไปซื้ออาหารและสิ่งของต่างๆ เพื่อไปทำบุญที่วัดในวันขึ้น 15
ค่ำ พอรุ่งเช้าของวันขึ้น 15 ค่ำ
จะมีการตัดบาตรเทโวที่วัดพระธาตุดอยกองมู และเดินลงมาสู่วัดม่วยต่อ
ซึ่งอยู่บริเวณเชิงเขา
พระภิกษุสามเณรและประชาชนจำนวนมากจะเรียงรายสองข้างทาง
เพื่อทำบุญตักบาตร เป็นภาพที่งดงามยิ่ง
ตอนกลางคืนตามบ้านเรือนและวัดต่างๆ จะมีการจุดประทีปโคมไฟสว่างไสว
มีการแห่ "จองพารา" หรือ "ปราสาทรับเสด็จพระพุทธเจ้า"
ซึ่งตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงาม
มีการแสดงการละเล่นพื้นเมืองและมหรสพต่างๆ และ "หลู่เตนเห็ง"
หรือการแห่เทียนพันเล่มด้วย
-ประเพณีการถวายข้าวยาคู
ภาษาไทยใหญ่เรียกว่า "การตานข้าวหย่ากู้"
ทางวัดจะบอกบุญให้ชาวบ้านนำข้าวใส่นมเนยน้ำผึ้งทำเป็นก้อนๆเพื่อถวายพระประธานตั้งแต่ย่ำรุ่งมักทำกันในเดือนกุมภาพันธ์
- มีนาคม
-ประเพนณีแห่เกี๊ยะ
เป็นประเพณีที่ชาวแม่ฮ่องสอนถือปฏิบัติกันมาทุกปี
โดยเริ่มเมื่อตอน ย่างออกพรรษาชาวบ้านจะไปหาต้นสน (เกี๊ยะ)
ขนาดสูงประมาณ 3-4 เมตร มาตั้งไว้ในบริเวณวัด
จัดงานเฉลิมฉลองพร้อมทั้งจุดไฟที่ต้นสนให้ลุกโชติช่วงอยู่ตลอดเวลาเพื่อเป็นพุทธบูชาจนกว่าไฟ
จะไหม้หมดต้น
-ประเพณีลอยกระทง หรืองานเหลินสิบสอง จัดขึ้นในวันเพ็ญเดือนสิบสอง
โดยชาวบ้านจะจัดทำกระทงเล็กๆ ไปลอยตามแม่น้ำ
มีการประกวดกระทงใหญ่ที่หนองจองคำ ซึ่งเป็นหนองน้ำสาธารณะกลางเมือง
มีการแสดงมหรสพรื่นเริง ตามบ้านเรือนจะมีการจุดประทีปโคมไฟสว่างไสว
นอกจากนี้ยังมีการลอยกระทงสวรรค์
โดยนำกระทงที่จุดประทีปโคมไฟแล้วผูกติดกับลูกโป่งลอยขึ้นไปในอากาศ
พิธีนี้จัดขึ้นที่วัดพระธาตุดอยกองมู
• นอกจากนี้
ยังมีศิลปะที่น่าสนใจของชาวไตคือศิลปะการแสดงและดนตรีซึ่งแตกต่างจากของล้านนา
และมักจะนำเข้ามาร่วมในงานบุญงานแห่ต่างๆ อยู่เสมอ อาทิ
"ฟ้อนกิงกะหล่า" หรือฟ้อนกินรี ซึ่งได้รับความนิยมที่สุด
ผู้แสดงจะใส่ปีกใส่หางบินร่ายรำ นอกจากนี้ยังมีการฟ้อนตัวสัตว์ต่างๆ
ที่มีความเชื่อว่าอาศัยอยู่ที่ป่าหิมพานต์ เช่น ฟ้อนนก ฟ้อนผีเสื้อ
ฟ้อนม้า เป็นต้น
-งานนมัสการพระธาตุดอยกองมู
วัดพระธาตุดอยกองม
ในช่วงงานลอยกระทงจะมีงานนมัสการพระธาตุดอยกองมู
จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี
โดยมีการลอยกระทงสวรรค์ที่สวยงามเพื่อเป็นพุทธบูชา
และในช่วงวันออกพรรษาจะมีการตัดบาตรดาวดึงส์หรือตักบาตรเทโวด้วย
กิจกรรมไหว้พระ ๙ วัด นับเป็นกิจกรรมที่ประชาชนและนักท่องเที่ยว
จะได้ทำบุญและบริจาคทานตามศาสนสถาน
หรือสักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันเป็นมงคลอย่างมีความสุขสงบทางใจ
เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ชำระจิตใจให้ผ่องแผ้ว
ซึ่งถือว่าเป็นกิจกรรมอันเป็นพรชัยสูงสุดที่ผู้มาเยือนจะได้รับบนเมืองสวรรค์แม่ฮ่องสอน
อีกทั้งเป็นการเรียนรู้ถึงคุณค่าโบราณสถานที่สำคัญของจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่มีความหมายและเกียรติภูมิอันทรงคุณค่ายิ่ง
จึงใคร่ขอเชิญชวนท่านได้มากราบไหว้พระ ๙ วัด เมืองสวรรค์บนดอย
เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวท่านและครอบครัวในทุกโอกาสที่ท่านได้มาเยือน
-งานเมืองสามหมอก
จัดขึ้นทุกปีระหว่างวันที่ 1-7
กุมภาพันธ์เพื่อเผยแพร่ผลงานของแต่ละหน่วยงานรวมทั้งการแสดงมหรสพรื่นเริง
เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นได้รับความเพลิดเพลินกับกิจกรรมต่างๆ
ในงานหลังจากที่ได้ตรากตรำกับการทำงานมาตลอดปี
-งานเทศกาลชิมชาบ้านไท
จัดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์
บริเวณหมู่บ้านรักไท หมู่ 6 ตำบลหมอกจำแป๋ อำเภอเมือง
หมู่บ้านรักไทเป็นหมู่บ้านชายแดน อยู่ในความควบคุมของกองทัพภาคที่ 3
ราษฏรมีอาชีพปลูกชาเป็นหลักมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเดินทางขึ้นไปเที่ยวเป็นจำนวนมาก
การจัดงานเทศกาลชิมชานี้เพื่อเป็นการสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกชาและส่งเสริมการท่องเที่ยวของหมู่บ้าน
ภายในงานมีการขี่ม้ารอบหมู่บ้าน เที่ยวชมธรรมชาติ ชิมชาชั้นดี
ชมการแสดงจากชาวจีนยูนาน และการละเล่นพื้นบ้าน
-งานเทศกาลดอกบัวตอง
จัดขึ้นประมาณเดือนพฤศจิกายนของทุกปี "ดอกบัวตอง"
เป็นดอกไม้ป่าสีเหลืองคล้ายดอกทานตะวันแต่ขนาดเล็กกว่ามักขึ้นอยู่ตามป่าเขาสูงทางตอนเหนือของประเทศไทย
ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนจะมีมากที่บริเวณบ้านแม่เหาะ
อำเภอแม่สะเรียงและดอยแม่อูคอ อำเภอขุนยวม
เมื่อถึงระยะที่ดอกบัวตองบานตามริมเส้นทางตลอดจนภูเขาที่สลับซับซ้อนกันอยู่นั้นจะเป็นสีเหลืองสว่างไสวไปด้วยสีของดอกบัวตองดูงดงามมาก
จังหวัดแม่ฮ่องสอนจึงได้จัดงานเทศกาลบัวตองบานขึ้นเพื่อเป็นการชมความงามของธรรมชาติ
และชมวัฒนธรรมประเพณีของชาวไต และชาวไทยภูเขา
โดยจะจัดที่บริเวณอำเภอขุนยวมในงานมีการละเล่นและมหรสพทั้งของพื้นเมืองและร่วมสมัยมีการประกวดธิดาบัวตอง
การแสดงศิลปวัฒนธรรมชาวไทยภูเขา การแสดงสินค้าพื้นเมือง
การแข่งขันกีฬาชาวดอย ฯลฯ ตลอดจนนิทรรศการต่างๆ
และการนำเที่ยวชมดอกบัวตองบนดอยแม่อูคอ
สถานที่ท่องเที่ยว
"แม่ฮ่องสอน" หรือ "เมืองสามหมอก"
เป็นจังหวัดที่มีมนต์เสน่ห์ที่สามารถดึงดูดนักเดินทางให้เข้ามาสัมผัสธรรมชาติได้เป็นอย่างดีแม้ว่าเส้นทางที่จะเข้าสู่จังหวัดจะยาวไกลคดเคี้ยวด้วยโค้งถึง
1,864 โค้ง แต่ความเป็นธรรมชาติขุนเขาอันกว้างใหญ่อุดมสมบูรณ์
ป่าไม้เขียวขจีสีสันสดสวยของดอกบัวตองและความโอบอ้อมอารี
ความมีน้ำใจของชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอน คือ
สิ่งดึงดูดใจนักท่องเที่ยวให้เข้ามา
ท่องเที่ยว และชื่นชมความงามในธรรมชาติจากความแตกต่างกันอย่างชัดเจนทางด้านภูมิศาสตร์ ทำให้แม่ฮ่องสอนถูกปกคลุมด้วยหมอกตลอดทั้ง 3 ฤดูอันเป็นที่มาของเมืองสามหมอก คือ หมอกน้ำค้างในฤดูหนาว หมอกควันจากไฟป่าในฤดูร้อน และหมอกไอดินในฤดูฝน จังหวัดแม่ฮ่องสอนไม่เพียงแต่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติเท่านั้น ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางประเพณีและวัฒนธรรมที่หลากหลายตื่นตาตื่นใจด้วย
ถ้ำแก้วโกมล เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่ Unseen
เพราะเป็นถ้ำที่ผลึกแก้วที่ขาวสะอาดและเป็นเกล็ดเหมือนเกล็ดน้ำแข็ง
วนอุทยานถ้ำแก้วโกมล
เดิมเรียกชื่อถ้ำผลึกแคลไซต์แม่ลาน้อย ตั้งอยู่บริเวณเขาดอยถ้ำ
หมู่ที่ 14 บ้านห้วยมะไฟ ต.แม่ลาน้อย อ.แม่ล่าน้อย จ.แม่ฮ่องสอน
ความแวววาวของผลิกแร่แคลไซต์ สีขาวใสที่เคลือบ ฉาบ
ผนังภายในถ้ำแก้วโกมลหรือที่เรียกกันว่าถ้ำน้ำแข็งถูกค้นพบโดยบังเอิญเมื่อวิศวกรสำรวจ
เหมืองแร่ของ สำนักงานทรัพยากรธรณีแม่ฮ่องสอน
ขุดเจาะอุโมงค์เข้าไปตามสายแร่ ลักษณะถ้ำมีผนังแวววาว ยิ่งยามต้อง
แสงไฟผลึกแร่ดูงดงามดั่งเกล็ดน้ำแข็ง ถ้ำเช่นนี้พบได้เพียง 3
แห่งในโลก คือประเทศออสเตรเลีย ประเทศจีน และประเทศไทย
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร ยังถ้ำแม่ลาน้อย(ชื่อเดิม)
เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2544 และได้พระราชทานนามว่า "ถ้ำแก้วโกมล"
และยังพระราชทานนามให้กับถ้ำย่อย ๆ ทั้งห้าห้องของถ้ำแก้วโกมล
ตามลักษณะของแต่ละห้องว่า
1. ห้องพระทัยธาร
2. ห้องวิมานเมฆ
3. ห้องเฉกหิมพานต์
4. ห้องม่านผาแก้ว
5. ห้องเพริศแพร้วมณีบุปผา
ซึ่งห้องที่ 5 หรือ ห้องเพริศแพร้วมณีบุปผา
ถือว่าเป็นห้องที่งดงามที่สุดในถ้ำแก้วโกมล
เนื่องจากถ้ำแก้วโกมลเป็นถ้ำที่มีผลึกแร่แคลไซท์
ซึ่งจะหากสัมผัสกับมนุษย์ ก็จะทำปฏิกิริยากับโปรตีนในเหงื่อ ของมนุษย์
ทำให้ดำและไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้อีก การเข้าชมถ้ำแก้วโกมล
จึงห้ามจับผนังถ้ำอย่าง เด็ดขาด นอกจากนี้แล้ว ทางวนอุทยาน ฯ
ก็ห้ามมิให้นำกระเป๋า ห้ามใส่หมวกเข้าไปในถ้ำเพื่อเป็นการรักษาถ้ำไว้
ให้คงอยู่สืบไป ภายในถ้ำแก้วโกมลมีอากาศร้อนและเป็นที่อับ
อากาศไม่สามารถถ่ายเทได้ มีออกซิเจนจำกัด ทาง วนอุทยาน ฯ จึง
กำหนดให้เข้าชมได้รอบละ 20 ท่าน และในแต่ละรอบ ให้ชมได้ไม่เกิน 20
นาที เพื่อความ ปลอดภัยของนักท่องเที่ยว
บ้านกะเหรี่ยงห้วยห้อม เป็นหมู่บ้านพัฒนาตัวอย่างของชาวเขา หมู่บ้านกระเหรี่ยงห้วยห้อม มีชื่อเสียงด้านการปลูกกาแฟ เนื่องจากเป็นพื้นที่สูง มีอากาศและสภาพดินที่ดี ทำให้ผลผลิตกาแฟมีคุณภาพดี นอกจากกาแฟแล้ว ชาวบ้านที่นี่ ยังมีอาชีพเสริมคือการเลี้ยงแกะและมีการทอผ้าขนแกะจำหน่าย เป็นผลิตภัณฑ์ของหมู่บ้าน หากท่านมาเที่ยวชมหมู่บ้านกระเหรี่ยงห้วยห้อม ราษฎรในหมู่บ้านเคร่งครัดศาสนา และสุภาพอ่อนโยน เป็นที่ตั้งศูนย์พัฒนาชาวเขา ราษฎรได้รับการพัฒนาให้ทำผ้าจากขนแกะ และปลูกไม้ผลเมืองหนาว จึงเป็นหมู่บ้านตัวอย่างของชาวเขาทั่วไปได้เป็นอย่างดี
บ้านกะเหรี่ยงแม่สะกั๊วะ
เป็นหมู่บ้านแถบเชิงเขา ที่อยู่ใกล้ธารน้ำตก อยู่ในเขตตำบลท่าผาปุ้ม
ห่างจากอำเภอประมาณ 13 กิโลเมตร ใช้เส้นทางสาย 1266 เป็นทางขึ้นเขา
บ้านเรือนแถบเชิงเขาดูแปลกตา ในฤดูแล้งจะมองเห็นภาพดอกไม้ป่า
ใบไม้เป็นสีส้มสวยงามมาก มีแหล่งน้ำตกใกล้หมู่บ้าน
ใชัเป็นที่พักผ่อนได้เป็นอย่างดี
ราษฎรหมู่บ้านนี้ยังคงมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม
ทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอ
ทุ่งบัวตองเป็นแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของจังหวัดแม่ฮ่องสอน
มีจุดเด่นที่เป็นทุ่งที่มีดอกบัวตองซึ่งเป็นดอกไม้สีเหลืองขึ้นเป็นจำนวนมาก
อยู่บนภูเขาสูง
เห็นวิวทิวทัศน์รอบๆทุ่งบัวตองเป็นภูเขาสลับซับซ้อนสวยงามมาก
มีอากาศเย็นตลอดปี มีหมอกปกคลุมในตอนเช้า
บ้านเมืองปอน สามารถเที่ยวชมวัดบ้านเมืองปอน ซึ่งมีศิลปะแบบไทยใหญ่ วิถีชีวิตชาวไทยใหญ่ดั้งเดิม บ้านเรือนไทยใหญ่แบบดั้งเดิม ซื้อของที่ระลึกโดยเฉพาะเสื้อไทยใหญ่ทั้งชายและหญิง ชมสาธิตการเย็บเสื้อไต การจักสานกุ๊บไต การทำอาหารไทยใหญ่
ปางอุ๋ง
ปางอุ๋ง
มีลักษณะเป็นพื้นที่เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่บนยอดเขาสูงภาพอันสวยงามของไอหมอกที่ลอยเหนือทะเลสาป
กับบรรยากาศอันหนาวเหน็บในยามเช้า ทำให้ปางอุ๋ง กลาย เป็น
เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตที่ติดอันอับต้นๆของแม่ฮ่องสอนจนได้รับขนานนาม
ว่าเป็น "สวิตเซอร์แลนด์แห่งเมืองไทย"
สะพานประวัติศาสตร์ท่าปาย
เป็นสะพานประวัติศาสตร์เพื่อใช้เป็นสะพานข้ามแม่น้ำปาย
ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวชม
สามารถเดินข้ามสะพานไปมา เพื่อสัมผัสกับบรรยากาศของแม่น้ำปาย
วัดน้ำฮู เป็นวัดศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองปาย ผู้ที่เดินทางมาไม่ควรที่พลาดที่จะมาสักการะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่วัดนี้ วัดน้ำฮูเป็นวัดเก่าแก่คู่เมืองปาย ตั้งห่างจากอำเภอปายประมาณ 3 กิโลเมตร เมื่อมาถึงปายคุณควรเดินทางมานมัสการสักครั้ง จากตัวเมืองให้ใช้ถนนเส้นชัยสงครามไปทางทิศทางตะวันตก คุณจะพบวัดนี้ตั้งอยู่อย่างโดดเด่น วัดน้ำฮูเป็นสถานที่ประดิษฐานปูชนียวัตถุที่สำคัญ คือ "หลวงพ่ออุ่นเมือง" เป็นพระพุทธรูปสิงห์สาม ปางมารวิชัยหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ หน้าตักกว้าง 24 นิ้ว 30 นิ้ว เชื่อกันว่าสร้างในรัชสมัยของพระนเรศวรมหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระพี่นางสุพรรณกัลยา อายุของหลวงพ่ออุ่นเมืองถึงปัจจุบันนับได้ประมาณ 500 ปีแล้ว
หมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาว
เป็นชนกลุ่มน้อยมีถิ่นอาศัยอยู่ในประเทศพม่า
เมื่อสมัยก่อนเกิดการสู้รบครั้งใหญ่ระหว่างกอง
กำลังกะเหรี่ยงกับรัฐบาลทหารพม่า
มีผลทำให้ประชากรกะเหรี่ยงคอยาวได้รับผลกระทบจึงพากันอพยพหนีภัย
สงครามเข้ามาอาศัยตามตะเข็บ แนวชายแดน
และบางส่วนได้เข้ามาอาศัยในเขตประเทศไทยในพื้นที่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน
เป็นหมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาว สามารถเที่ยวชมได้ในหลายพื้นที
ถึงแม้ว่าในปัจจุบันหมู่บ้าน กะเหรียงคอยาวจะแปรสภาพไป
ตามสังคมที่เปลี่ยนไป
ดูเป็นในลักษณะเชิงธุรกิจมากขึ้นไม่เป็นธรรมชาติของ
ชุมชนและวิถีชีวิตดั้งเดิมเหมือนแต่ก่อน แต่ถึงอย่างไร กะเหรี่ยงคอยาว
ยังถือว่าเป็นไฮไลท์ของ การท่องเที่ยว แม่ฮ่องสอน
ที่ยังได้รับความนิยมแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติไม่เปลี่ยนแปลง
ท่านสามารถชมกะเหรี่ยงคอยาวได้ 3 หมู่บ้าน
1. บ้านห้วยเสือเฒ่า
เป็นหมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาวที่อยู่ใกล้เมืองมากที่สุด
รถยนต์สามารถเข้าถึงจึงมีนักท่องเที่ยวแวะเข้ามาเที่ยวชม
กะเหรี่ยงคอยาวที่นี่เป็นจำนวนมาก กะเหรี่ยงคอยาวที่นี่จะมีประมาณ 20
หลังคาเรือน อพยพลี้ภัยสงครามเข้ามา อยู่ที่แม่ฮ่องสอนนานแล้ว
ดำรงชีวิตแบบดั้งเดิม ภายในหมู่นักท่องเที่ยวสามารถมาชมวิถีชีวิต
และถ่ายรูปกับ กะเหรี่ยงคอยาวไดหากมาในช่วงวันหยุดเสาร์ - อาทิตย์
ยังจะได้พูดคุยและถ่ายรูปกับเด็ก ๆ ชาวกระเหรี่ยงซึ่งแต่
ละคนหน้าตาน่ารักและช่างเจรจา ซึ่งวันธรรมดาเด็ก ๆ พวกนี้จะไปโรงเรียน
นอกจากนี้บ้านแต่ละ หลังจะมีการนำ
ของที่ระลึกมาขายให้กับนักท่องเที่ยวเพื่อเป็นการสร้างรายได้
สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นพวกเสื้อผ้าและเครื่องประดับ เล็ก ๆ
น้อยราคาไม่แพงมาก
2. บ้านในสอย
เป็นกะเหรี่ยงคอยาวที่อพยพมาจากบ้านน้ำเพียงดิน
บ้านในสอยเป็นชุมชนกะเหรี่ยงขนาดใหญ่พอๆ กับที่บ้านน้ำ
เพียงดินมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่คล้ายกัน
ตั้งบ้านเรือนอยู่ในหุบเขา มีลำห้วยไหลผ่าน
3. บ้านน้ำเพียงดิน
เป็นอีกหนึ่งหมู่บ้านที่นักท่องเที่ยวสามารถชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวกะเหรี่ยงได้
บ้านน้ำเพียงดินเป็นชุมชน
ดั้งเดิมของกะเหรี่ยงคอยาวที่อพยบจากฝั่งประเทศพม่าเข้ามาอยู่ในไทย
ก่อนที่จะแยกไปอยู่ที่บ้านน้ำเพียงดินและ บ้านในสอย
ดังนั้นที่นี่จึงเป็นชุมชนที่ค่อนข้างใหญ่และเก่าแก่
และยังคงดำรงวิถีชีวิตแบบชาวกระเหรี่ยงดั้งเดิม อยู่มาก
หมู่บ้านตั้งอยู่ริมน้ำปาย
การไปชมกระเหรี่ยงคอยาวที่นี่จำเป็นจะต้องล่องเรือตามแม่น้ำปายเข้าไปตลอด
สองฝั่งน้ำที่ ล่องไปงดงามด้วยวิวทิวทัศน์ของธรรมชาติทุ่งนาและป่าเขา
เรือจะพาไปจอดเที่ยวภายในหมู่บ้าน ซึ่ง นักท่องเที่ยว
สามารถเดินชมภายในหมู่บ้านได้
สามารถพูดคุยและถ่ายรูปกับกะเหรี่ยงคอยาว นอกจากนี้ภายใน
หมู่บ้านยังมีของฝากของที่ระลึกจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวอีกด้วย
การล่องเรือทั้งไปและกลับใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง
พระตำหนักปางตอง
พระตำหนักปางตอง หรือ
"ศูนย์บริการและพัฒนาที่สูงปางตองตามพระราชดำริ"
ตั้งอยู่ในเขตตำบลหมอกจำแป่ เมืองแม่ฮ่องสอน ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.
2523 โดยเป็นศูนย์บริการและพัฒนาแห่งที่สองของโครงการพัฒนาตาม
พระราชดำริ จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีพื้นที่ทั้งหมด 5,353 ไร่
ดยใช้เป็นสถานที่สำหรับการทดลองค้นคว้าวิจัย และ
สาธิตชาวไทยภูเขาในพื้นที่สูง ได้แก่ บ้านปางตอง (ไทยใหญ่,กะเหรี่ยง)
บ้านนาป่าแปก (ม้ง,ไทยใหญ่) บ้านห้วยมะเขือส้ม การเพาะปลูกพืช
การเลี้ยงสัตว์เมืองหนาวเพื่อส่งเสริมให้แก่ราษฎร (ม้ง,ไทยไหญ่) และ
บ้านรวมไทย (ไทยใหญ่)
ที่ส่วนมากมีอาณาเขตติดขอบชายแดนพม่า
เที่ยวชมพระตำหนัก
สิ่งไม่ควรพลาดคือการแวะสักการะ "ศาลทหารเสือ" และ "ศาลมหาราช"
เพื่อความ
เป็นสิริมงคลศาลนี้สร้างขึ้นเพื่อถวายองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ที่เมื่อ 400 ปีเศษที่ผ่านมาตามบันทึก พระองค์ทรง
กรีธาทัพไปตีได้เมือง "หงสาวดี" จากนั้นจะไปตีเมืองตองอูต่อ
แต่กองทัพยังไม่พร้อม ขัดสนเสบียง อาหารด้วยจึงต้องยกทัพกลับ
เดินทัพกลับมาทาง "ปางตอง" แม่ฮ่องสอน ปาย แม่มาลัย เชียงใหม่
กลับอยุธยา
ดังนั้นจึงตั้งเป็นอนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงพระองค์ไว้ที่นี่
นักท่องเที่ยวยังสามารถชมกิจกรรมในคอกแกะ เลี้ยงแกะ ให้อาหารแกะ
การตัดขนแกะ การทอผ้าขนแกะด้วยมือ
โดยนักท่องเที่ยวสามารถอุ้มแกะถ่ายภาพ
หรือไล่ต้อนฝูงแกะได้อย่างสนุกสนาน นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์จาก ขนแกะ
อย่างผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่สวยๆ ให้เลือกซื้อกันในราคากันเองด้วย
อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ สถานีเพาะ เลี้ยงสัตว์ป่าบนเนื้อที่กว่า 150
ไร่ อยู่ในส่วนดูแลรับผิดชอบของโครงการอนุรักษ์สัตว์ป่า
โดยส่วนมากจะเป็น สัตว์ป่าที่หายากใกล้จะสูญพันธุ์ มีทั้งเสือลายเมฆ
ไก่ฟ้า นกยูงไทย ชะนี บิตุรงค์ หมีควาย นกเงือก เป็นต้น และ
ที่พลาดไม่ได้คือ
การชื่นชมความน่ารักของฝูงแกะเกือบร้อยตัวอย่างใกล้ชิดภายในพระตำหนักปางตอง
ซึ่ง ยังมี อีกหลายส่วนที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น
คอกเลี้ยงสัตว์หายากอย่าง เนื้อทราย กวางป่า ละมั่ง ซึ่งล้วนแต่เป็น
สัตว์ใกล้ สูญพันธุ์ สถานีแปลงพันธุ์ไม้ดอกต่างๆ
เรือนเพาะชำกล้าไม้เมืองหนาวที่ชูช่อแข่งกันบานอย่างสวยงาม
มีทั้งพันธุ์
ไทยแท้และนำเข้าจากต่างประเทศให้ได้ศึกษากันอย่างมากมาย
ห้วยน้ำดัง
เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวสามารถชมทะเลหมอกและสัมผัสบรรยากาศหนาวในยามเช้าๆ
อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง ตั้งอยู่บนเทือกเขาถนนธงชัย
มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอแม่แตงจังหวัด เชียงใหม่
และอำเภอปายจังหวัดแม่ฮ่องสอน รวมเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 179.5
ตารางกิโลเมตร หรือ 112,187.5 ไร่
ลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาและภูเขาสูงสลับซับซ้อน
ภูเขาที่สูงที่สุด คือ ดอยช้าง เป็นป่าต้นน้ำลำธาร
มีลำห้วยน้อยใหญ่มากมาย ฤดูหนาวอากาศเย็น ลมแรง
มีฝนตกชุกในเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ฤดูร้อนอากาศ เย็นสบายอุณหภูมิ
สูงสุดประมาณ 34 องศาเซลเซียส สถานที่ที่มีผู้นิยมมาท่องเที่ยว ได้แก่
จุดชมวิวบริเวณ ห้วยน้ำดัง (ดอยกิ่วลม) ตำบลกึ๊ดช้าง อำเภอแม่แตง
อยู่บริเวณที่ทำการอุทยาน เป็นจุดชมวิวที่สวยงามและมีชื่อ เสียงมาก
มองเห็นดอยเชียงดาว
คอยชมพระอาทิตย์ขึ้นและชมทะเลหมอกในช่วงเช้าตรู่ได้
และในช่วงปลาย ฤดูหนาวดอกไม้กำลังบานสวยงามมาก หมอกที่เกิดที่นี่คือ
หมอกที่เกิดขึ้นในหุบเขา (Radiation Fog) เนื่องจาก
เวลากลางคืนในหุบเขาอุณหภูมิจะลดต่ำลง
ทำให้เกิดการกลั่นตัวเป็นละอองน้ำ และปรากฏเป็นทะเลหมอกในเวลา
เช้าหรือหลังฝนตกใกล้ ๆ
กับที่ทำการจะมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติเอื้องเงิน มีระยะทาง 1,470 เมตร
ความลาดชัน ปานกลางใช้เวลาในการเดินประมาณ 1 ชั่วโมง
สถานที่ท่องเที่ยวในอุทยานห้วยน้ำดัง
-จุดชมวิวบริเวณห้วยน้ำดัง (ดอยกิ่วลม)
เป็นที่ตั้งของหน่วยพัฒนาต้นน้ำที่ 2 (ห้วยน้ำดัง)
เป็นจุดชมวิวที่สวยงามมากที่สุดและมีชื่อเสียงมากในด้าน การท่องเที่ยว
ที่จะชมทะเลหมอกในช่วงเช้าตรู่
และเป็นที่รู้จักของชาวไทยและชาวต่างประเทศ เพื่อคอยชม
พระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกอันกว้างใหญ่ในช่วงฤดูหนาวสภาพธรรมชาติที่สวยงามของจุดชมวิวนี้
เมื่อยืนอยู่ที่ บ้านพักของห้วยน้ำดังแล้วมอง ไปทางทิศตะวันออก
ทำให้มองเห็นสภาพธรรมชาติที่สวยงาม ทิวทัศน์ของทิวเขา
อันสลับซับซ้อนซึ่งมีดอยหลวง เชียงดาวที่สูงที่สุดอยู่ใจกลาง
และในช่วงเช้าตรู่ของฤดูหนาวจะเกิดทัศนียภาพ ของทะเลหมอกที่สวยงาม
ทางเข้าแยก จากถนนสายแม่มาลัย-ปาย ที่หลักกิโลเมตร 65-66
เป็นทางลูกรัง ประมาณ 6 กิโลเมตร
-จุดชมวิวดอยช้าง
อยู่บนดอยช้างขึ้นไปทางเหนือของห้วยน้ำดัง
ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 20 กิโลเมตร มีความสูง จาก
ระดับน้ำทะเล 1,962 เมตร สามารถมองเห็นทะเลหมอกในตอนเช้าตรู่ได้ชัดเจน
และสภาพธรรมชาติของ
ทิวเขาอันสลับซับซ้อนของดอยสามหมื่นและดอยสันห้วยรูทางทิศเหนือ
ดอยหลวงเชียงดาวและ ดอยขุนแม่แมะ ทางทิศตะวันออก
ดอยแม่ยะและดอยม่อนอังเกตุทางทิศใต้
ดอยแม่ยานและเมืองปายทางทิศตะวันตก ดอยช้าง
ปกคลุมด้วยป่าดิบเขาอันอุดมสมบูรณ์
เป็นแหล่งอาศัยของนกบนที่สูงนานาชนิด เช่น นกเดินดง นกจับแมลง นกเขน
นกปรอด ฯลฯ น้ำตกห้วยน้ำดังเป็นน้ำตกที่เกิดจากลำห้วยน้ำดัง
มีโขดหินมากมาย มีความสูงประมาณ50 เมตร กว้าง 10 เมตร
เป็นน้ำตกที่สวยงามมากมีความสูง 3-4 ชั้น และสภาพโดยทั่วไปชุ่มชื้นไป
ด้วยพันธุ์ไม้ป่าดิบชื้น
-โป่งร้อน
อยู่ในป่าสงวนแห่งชาติแม่ปายฝั่งซ้ายตอนบน ท้องที่ตำบลแม่ฮี้ อำเภอปาย
จังหวัดแม่ฮ่องสอน เส้นทางเข้า โป่งร้อนเป็น ทางลูกรัง
โดยแยกเข้าทางบ้านแม่ปิง ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร
สภาพธรรมชาติของโป่งร้อน เป็นบ่อน้ำร้อน
เปรียบเสมือนน้ำกำลังเดือดขึ้นเป็นฟอง
และมีหมอกควันปกคลุมพื้นที่พร้อมทั้งมีน้ำร้อนไหลเรื่อยๆ
ทั่วบริเวณกว้าง บ่อน้ำร้อนแห่งนี้มีบ่อใหญ่ 2 บ่อ
นอกนั้นมีลักษณะเป็นน้ำผุดบางจุด และรอบๆโป่งร้อนเป็นต้น
สักที่สมบูรณ์มาก ความร้อนของน้ำประมาณ 80 องศาเซลเซียส
-พระตำหนักเอื้องเงิน
เป็นอาคารทรงชาเลย์ที่กรมป่าไม้ได้สร้างถวายสมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ
และทรงพระราชทาน นามว่า "พระตำหนักเอื้องเงิน"
ใช้เป็นที่ประทับของพระองค์ ตั้งอยู่บริเวณดอยกิ่วลมที่มีทัศนียภาพ
โดยรอบ สวยงามภายใน
บริเวณโดยรอบพระตำหนักมีการออกแบบภูมิทัศน์ที่ประกอบด้วยพันธุ์พืชประจำถิ่นกล้วยไม้
"เอื้องเงินหลวง" ที่ออก ดอกสะพรั่งในช่วงเดือนมกราคม
ตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับที่เป็นพืชเมืองหนาว
ที่หลากหลายพันธุ์และหลากสีสัน
ถนนคนเดินแม่ฮ่องสอน
ถนนคนเดินแม่ฮ่องสอนตั้งอยู่
ฝั่งริมวัดจองกลาง-จองคำ เป็นถนนคนเดินสายเล็กๆ สั้นๆ โดยแบ่งเป็น 2
โซน หลักด้วยกัน คือ โซนขายอาหารบริเวณริมหนองจองคำ
และโซนขายสินค้าทั่วไป เป็นถนนที่เปิดให้นักท่องเที่ยว
มาเดินเที่ยวกันตั้งแต่ประมาณห้าหกโมงเย็นถึงประมาณสี่ทุ่ม
ซึ่งในหน้าหนาวก็เปิดกันทุกวันไม่มีหยุด แต่หากเป็น
หน้าร้อนก็เฉพาะวันศุกร์เสาร์
จุดเด่นของถนนคนเดินนี้คือจะมีชาวไทใหญ่
ชาวเขา เข้ามาขายสินค้าพื้นบ้านของจังหวัดแม่ฮ่องสอนไม่ว่าจะเป็น
อาหารและของที่ระลึกต่างๆ หลังจากตะวันตกดิน
ริมทางฝั่งวัดก็จะคึกคักไปด้วยเหล่าพอค้าแม่ค้าที่มาจับจองนำ
ของมาวางขายมีทั้งอาหารพื้นเมือง(อาหารไทยใหญ่) อาหารเหนือ อาหารไทย
และของกินอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น หมูทอด ไก่ ลูกชิ้น ข้าวโพดปิ้ง ไส้กรอก
น้ำสมุนไพรต่างๆ แถมราคาของอาหารที่นี่ยังไม่แพงมากด้วย
มีเงินอยู่ 20 บาท ก็ซื้อขนมติดไม้ติดมือมากินได้หลายอย่างเลยทีเดียว
และหากใครอยากนั่งกินอาหารดูวิววัดจองกลาง-จองคำ
ประดับประดาด้วยไฟโดดเด่นสะท้อนกับผิวน้ำในยามค่ำคืนแล้ว
บริเวณริมหนองจองคำมีโต๊ะนั่งกินข้าว ส้มตำ บรรยากาศดีมาก
ส่วนใครอยากช้อปปิ้งซื้อของที่ระลึกก็ที่มีหลากหลายแต่อาจจะไม่เยอะมากเหมือนถนนคนเดินที่อื่นๆ
แต่ก็มีของที่ ระลึกเช่น ตุ๊กตาชุดชาวเขา ชาวไทใหญ่ (ชาย,หญิง)
ชุดเครื่องแต่งกาย ไทใหญ่ และชุดเครื่องแต่งกายชาวเขา เป็น
ส่วนใหญ่จะเป็น สินค้าฝีไม้ลายมือชาวเขา มาขายสินค้าด้วยตนเอง ทั้ง
เสื้อ กางเกง ผ้าห่ม ผ้าทอ กระเป๋า สายสร้อยกำไล ตุ๊กตา
ส่วนสินค้าอื่นก็มีผ้าทอแบบล้านนา งานไม้จากพม่า
ตุ๊กตาชุดชนเผ่า
หลังอิ่มหนำสำราญกับอาหารหลากรสแล้ว
ก็สามารถเดินไปไหว้ขอพรรวมทั้งชมวัดจองคำ-จองกลาง
ในยาค่ำคืนซึ่งประดับประดาด้วยไฟอย่างสวยงามใครอบอยากทำบุญก็แวะมาได้เลย
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม ปล่อยโคมไฟ ให้นักท่องเที่ยวได้สนุกสนาน
จบท้ายด้วยการแวะร้านโปสการ์ดทำมือกิ๊บเก๋ ที่ตั้งอยู่หน้าวัด
เขียนบอกเล่าเรื่องราวที่แสนประทับใจถึงเพื่อนๆ
ถนนคนเดินที่แม่ฮ่องสอนถึงแม้จะเป็นถนนคนเดินเล็กๆ
แต่ว่ามีเสน่ห์ตรงทำเลที่ตั้งและบรรยากาศการ ซื้อขายที่ ไม่ดู
เต็มแน่นเบียดเสียดเกินไป ไม่ดูเป็นธุรกิจเกินไป
เป็นถนนคนเดินที่มีคกลิ่นไอของความเป็นชาวบ้าน
ของเมืองแม่ฮ่องสอนอย่างแท้จริง
หมู่บ้านสันติชล
หมู่บ้านสันติชล ตั้งอยู่ในตำบลเวียงใต้
อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน อยู่ห่างจากตัวอำเภอปาย 4.5 ก.ม.
เป็นชุมชนท่องเที่ยวที่นำเสนอเอกลักษณ์ วัฒนธรรม
ของชาวจีนยูนนานอันเป็นรากฐานของ ชุมชนมาเป็นจุดดึงดูด นักท่องเที่ยว
และยังใช้กิจกรรมท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือของการพัฒนาชุมชนไปพร้อมกัน
ทั้งด้านการฟื้นฟู อนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมจีนยูนนาน การพัฒนาอาชีพ
ที่ส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชน
ในอดีตหมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านเกือบปิดเพราะปัญหา ยาเสพติด
ทำให้คนภายนอกไม่กล้าเข้าไปเที่ยวในชุมชน
ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวได้หมดไปหลังนโยบาย ปราบปรามยาเสพติดตั้งแต่ปี
2546 เป็นต้นมา ชุมชนจึงร่วมกัน วิเคราะห์ตนเอง
พบว่าหมู่บ้านยังมีปัญหาหลายประการที่รอการแก้ไขได้แก่
ไร้สัญชาติการศึกษารายได้เสริม
การจัดการผลผลิตทางการเกษตรที่ล้นตลาดและราคาตกต่ำ
โดยเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาด้านต่างๆ ร่วมกัน
การท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็นประเด็นที่ชุมชนให้ความสนใจ
เพื่อหารายได้เสริมให้แก่ครอบครัว
เมื่อเข้ามาในบรรยากาศในหมู่บ้านจำลอง
เหมือนเราได้ก้าวเข้ามาสู่ ประเทศจีน
เนื่องจากลักษณะของการตกแต่ง สถานที่จะเป็นสไตล์จีนยูนานทั้งหมด
สิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นเมื่อก้าวย่างเข้าไปในเขตของศูนย์วัฒนธรรม คือ
มังกรสีสดพันอยู่กับเสา ซี่งตั้งอยู่บนเนินหินสีเข้ม
ด้านหน้าของเนินหินมีอักษรภาษาจีน เมื่อเดินเข้ามาจะพบกับ
บ้านดินสีส้มพลาสเทลสดใสตัดกับสีท้องฟ้าใสตั้งเรียงรายอยู่
มีร้านของที่ระลึก เช่น รองเท้า เสื้อผ้า ชา
ผลไม้ดองและอบแห้ง อาหารแปรรูปชนิดต่างๆฯจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยว
และมีร้านอาหารจีนยูนานให้บริการด้วย อาหารที่เลี่ยงชื่อ ขาหมู
หมั่นโถว ที่รสชาติอร่อย
กิจกรรมที่น่าสนใจนอกจากการเดินเยี่ยมชมบรรยกาศ
ยังมีการโล่ชิงช้าแบบชาวเขา ลักษณะเหมือนชิงช้าสวรค์
นักท่องเที่ยวยังสามารถทำกิจกรรมการขี่ม้า รอบ
ก้อนหินใหญ่และนักท่องเที่ยวยังสามารถเช่าชุดของชาวจีนยูยาน
เพื่อที่จะถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก
การเดินทาง
โดยรถยนต์ส่วนตัว
มีให้เลือก 3 เส้นทาง คือ
- เส้นทางแรก
ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ไปจนถึง อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง
เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 106
จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1103
เส้นทางนี้จะผ่านเข้าสู่อำเภอฮอด แล้วจึงใช้ทางหลวง หมายเลข 108
สู่จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีถนนเพียงสายเดียว คือ ทางหลวงหมายเลข 108
ผ่านอำเภอ หางดง สันป่าตอง จอมทอง ฮอด แม่สะเรียง แม่ลาน้อย และขุนยวม
มาถึงอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน รวมระยะทางประมาณ 349 กิโลเมตร
เส้นทางสายนี้ระยะทางไกลเป็นทางตัดขึ้นเขาสูง
แต่มีความสวยงามและคดเคี้ยวนับได้มากถึง 1,864 โค้ง
- เส้นทางที่
2 ใช้ทางหลวงสายเอเชีย ผ่านจังหวัดนครสวรรค์ กำแพงเพชรจนถึงลำปาง
จากนั้นเข้าทางหลวง หมายเลข11
จนถึงเชียงใหม่จากเชียงใหม่ไปแม่ฮ่องสอนเส้นทางที่เป็นที่โปรดปรานของนักท่องเที่ยวเป็นเส้น
ทางขึ้น เหนือ เข้าทางอำเภอแม่แตง-อำเภอปาย โดยใช้ทางหลวงหมายเลข
107 แล้วเข้าแยกซ้ายสู่แม่แตงตาม ทางหลวงหมายเลข 1095
หรือที่เรียกโดยทั่วไปว่าเส้นทางสายแม่มาลัย-ปาย ตัดจากอำเภอแม่แตง
จังหวัด เชียงใหม่ เข้าสู่อำเภอปายจนถึง แม่ฮ่องสอน
เส้นทางนี้ยังเป็นเส้นทางผ่านไปยังสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ด้วย อาทิ
ห้วยน้ำดัง และถ้ำต่างๆ เป็นถนนลาด ยางอย่างดีตลอดสาย
- เส้นทางที่
3 เส้นทางนี้สั้นกว่าเส้นทางแรก
แต่ระหว่างทางจะไม่มีปั๊มน้ำมันใหญๆและสิ่งอำนวยความสะดวก ออก
จากเชียงใหม่ ใช้ทางหลวงหมายเลข 108 ผ่านอำเภอ หางดง สันป่าตอง จอมทอง
ฮอด จนถึงหลักกิโลเมตรที่ 20 เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 1088
ผ่านอำเภอแม่แจ่ม ไปเลี้ยวซ้ายเ้ข้าทางหลวงหมายเลข 1263 ที่สายม
แยกแม่ศึก บ้านแม่นาจร ผ่านปางอุ๋ง แยกดอยแม่อูคอ
แล้วมาเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 108 ผ่านอำเภอ เมือง ฯ 2.
โดยรถโดยสารประจำทางจากกรุงเทพ-แม่ฮ่องสอนมีรถปรับอากาศเดินทางสู่จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ของสมบัติทัวร์ ซึ่งจะมีเพียง 2 รอบ คือ 15.00 และ 18.00 น.
3.จากเชียงใหม่ -แม่ฮ่องสอน
มีรถโดยสารประจำทางทั้งธรรมดาและปรับอากาศ วิ่งบริการ 2
เส้นทางคือ
-
สายเชียงใหม่-แม่สะเรียง-แม่ฮ่องสอน (ทางหลวงหมายเลข 108)
มีบริการวันละหลายเที่ยว ตั้งแต่เวลา 06.30-21.00 น.
ใช้เวลาเดินทางถึงอำเภอแม่สะเรียง4 ชั่วโมง ถึงแม่ฮ่องสอน 8
ชั่วโมง
- สายเชียงใหม่-ปาย-แม่ฮ่องสอน(ทางหลวงหมายเลข 107 และ 1095)
มีบริการวันละหลายเที่ยว ตั้งแต่เวลา 07.00-12.30 น. ใช้เวลาใน
การเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง รายละเอียดติดต่อ บริษัทเปรมประชาขนส่ง
จำกัด โทร. (053) 244737, 242767
นอกจากนี้ยังมีรถวิ่งระหว่างแม่ฮ่องสอนและแม่สะเรียง ตั้งแต่เวลา 7
โมงเช้า ถึง ตี 1 รายละเอียดสอบถามสถานี ขนส่งแม่ฮ่องสอนโทร. 0 5368
1347