ข้อมูลศรีลังกา


8/12/2554 23:31:38
ข้อมูลศรีลังกา

เยือนศรีลังกาพาให้ใจตระหนัก     จะเป็นเมืองทศพักตร์หรือไฉน
เป็นถิ่นเกาะแสนห่างจากแดนไกล  ดูจะเป็นเช่นไรก็ขอชม

งามแสนงามเกาะนี้มีมนต์ขลัง     มีพลังแห่งดวงจิตคิดสุขสม
อีกทั้งงามธรรมธาติเพลินน่าชม   ทั้งผู้คนก็งดงามตามที่ไป

คำเล่าขานสืบทอดนานผ่านผู้รู้   เป็นถิ่นที่ชาวพุทธอยู่ดูสดใส
บริกรรมทำจิตพิชิตภัย              แห่งความชั่วกลัวอบายในใจตน

ด้วยพุทธธรรมนำจิตให้สดใส    ชนเหล่าใดเพียงแค่ใกล้ให้เห็นผล
งามดวงหน้ายังไม่เท่างามกมล  แห่งผู้คนศรีลังกา,,,,น่ายินดี

สรุป
ศรีลังกาเกาะนี้มีมนต์ขลัง       เป็นชาวพุทธที่คงยังมีศักดิ์ศรี
อาจเป็นเพราะพระรามปราบธานี  เหล่าไพรีทศพักตร์ถูกผลักไป
ให้เหลือแต่ชาวพุทธพิสุทธิ      เหล่าอริอวิชชาถูกพัดหาย
ให้เหลือแต่ผู้รู้คู่อุบาย             ปราบปัจจาให้มลายจากใจ...ตน

(ขอบขอบคุณบทกลอน จาก คุณ มาลินี เราจนานนท์  ลูกทัวร์จากสระบุรี)

ศรัทธา น้ำตาแห่งความปีตีของลูก พรั่งพรูออกมาด้วยความยินดี ในขณะที่ก้มเศียรลงกราบ พระพุทธองค์
บัดนี้พุทธบุตร ได้ข้ามน้ำข้ามทะเล เพื่อได้มีโอกาสใกล้ชิดพระองค์ ในวาระที่ยังมีลมหายใจ

อีกภาพบรรยากาศของศรีลังกา

ประเทศศรีลังกา


ศรีลังกาเป็นเกาะเล็กๆรูปร่างเหมือนหยดน้ำ หรือไข่มุก ที่ตั้งอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย มีเนื้อที่ทั้งหมด 65,610 ตารางกิโลเมตร
หรือ 25,332ตารางไมล์ วัดจากเหนือจรดใต้ ความยาว 447 กิโลเมตร วัดจากตะวันตกจรดตะวันออก กว้าง 219 กิโลเมตร
อยู่ห่างจากจุดใต้สุดของประเทศอินเดีย เพียง 35 กิโลเมตร เมื่อเทียบกับประเทศไทยซึ่งมีพื้นที่ถึง 200,144 ตารางไมล์
ศรีลังกาเล็กกว่าประเทศไทย 8 เท่าจำนวนประชากร 53 ล้่านคน ศรีลังกามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานคือ เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2343
โดยประมาณนี่เอง ระยะเวลาเหล่านั้น ลังกาต้องถูกช่วงชิงดินแดนจากต่างชาติ ศรีลังกา เป็นสวรรค์บนพื้นพิภพ
เป็นไข่มุกแห่งคาบสมุทรอินเดีย เป็นเมืองแห่งห้องเก็บมหาเจดีย์ ที่มีเอกสารเป็นรูปแบบ เป็นเมืองแห่งรอยยิ้ม
ที่ประพรมด้วยสีขาวระบายไปทั่วเกาะ เป็นดินแดนสุขาวดี บนพื้นโลก เป็นตู้คำภีร์พุทธศาสนาเถรวาทที่เก่าแก่ที่สุด
ในโลก ในความรู้สึกของคนไทยที่ผ่านมา เคยมองว่าศรีลังกา คงเป็นเมืองแห่งยักษ์มาร ตามตำนาน เป็นประเทศล้าหลัง
ครั้นเมื่อไปเห็นด้วยตาตัวเองกลับรู้สึกประทับใจ แม้นว่าผิวพรรณจะดำเป็นก้นหม้อทุกคน แต่นิสัยใจคอ การประพฤติปฏิบัติ
ชีวิตความเป็นอยู่เคร่งครัดในพระพุทธศาสนาละม้ายคล้ายคลึงกับชาวสุโขทัย (ในศิลาจารึก) เมือ 700 ปีมาแล้ว ที่กล่าวว่า
คนสุโขทัยนี้มักทาน มักทรงศีล มักโปรยทาน และในศรัทธาในพระพุทธศาสนา เมื่อพรรษาทุกคน ถือศัลสวดมนต์เป็นกิจวัตร
นอกจากประเทศไทยเราแล้ว เห็นจะมีแต่ประเทศศรีลังกานี่เองที่ยังคงรักษา พระพุทธศาสนาเอาไว้อย่างสุดชีวิต

ประวัติศาสตร์ และตำนาน

สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ตามตำนานกล่าวกันว่า ชาวลังกา เป็นพวกตระกูลยักษ์กษัตริย์นามว่า "ราวนะ"ครองเมืองลังกา
ปุระ วรรณกรรมประเภทร้อยกรองของฮินดูกล่าวว่า กษัตริย์แห่งกรุงลังกาปุระ มีอำนาจวาสนามาก มีเศียร 10 เศียร มีพระหัตถ์
20 คัมภีร์รามายานะ ได้บันทึกเรื่องราว สงครามปราบปรามราวนะยักษ์ ไว้อย่างพิศดารว่า เจ้าเมืองอโยธยา หรือโอช มีโอรส
นามว่า "ราม" อภิเษก กับสีดา ต่อมาถูกเนรเทศออกจากเมือง มาประทับอยู่อินเดียตอนกลาง วันหนึ่งทั้งสองเสด็จมาประพาสป่า
พระเจ้ายักษ์ราวนะมาแย่งสีดา แล้วพาไปกรุงลงกา พระเจ้ารามจึงจัดกองทัพไปตีลังกาเพื่อชิงมเหสีคืน โดยได้รับความสนับสนุน
จากชนเผ่าเป็นอันมาก ให้ทหารเอกคนสำคัญคือ หนุมาน สร้างสันดอนข้ามไปยังกรุงลงกา ในที่สุดก็จับพระเจ้ายักษ์ราวนะพร้อม
ด้วยบริวารประหารชีวิต แล้วพาสีดากลับอินเดีย ตำนานของชาวสิงหล ชาวอินเดีย ถือว่าพวกตนเป็นเหล่ากอของพระมนู ญี่ปุ่น
ถือว่าพวกตนเป็นลูกพระอาทิตย์ เช่นเดียวกับชาวลังกาถือว่าชาติของเขาสืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าวิชัย เป็นโอรสของพระเจ้าสีหนุ
เจ้าเมืองสิงห์บุรี คงหนีไม่พ้นที่จะยกพงศาวดารที่บันทึกความเป็นมาของลังกา ในหนังสือ มหาวงศ์ และจุลวงศ์ กล่าวว่า กษัตริย์
แห่งอาณาจักรเบงกอล มีพระราชินีซึ่งเป็นเจ้าหญิงมาจากแคว้นกาลิงคะ พระนามว่า ยามาวดี มีธิดาองค์เดียว นามว่า สุปปาเทวี
กาลต่อมาโหรทำนายว่า บุตรีจะมีชีวิตไม่งดงาม พระราชบิดาจึงดูแลและคุ้มครองบุตรีอย่างดีเพื่อมิให้เป็นอย่างโหรทำนาย วันหนึ่ง
เกิดทำให้พระราชธิดาขัดใจ จึงเสด็จหนีออกจากวังไป และขอเดินทางไปกับพวกพ่อค้า ซึ่งกำลังออกเดินทางไปแคว้นมคธ ในระหว่าง
การเดินทาง ถึงแคว้นลาละ เผอิญมีสิงโตขนาดใหญ่ตัวหนึ่งมาทำร้ายคนในกองเกวียน พ่อค้าล้มตายหมด เหลือแต่เจ้าหญิง สิงโต
จึงพาเจ้าหญิงไปสมสู่ในถ้ำ จนเกิดบุตรชายหญิง คู่หนึ่งชื่อ สีหะพาหุ และสีหะสวลี  เมื่อสีหะพาหุอายุได้ 12 ขวบ วันหนึ่งพ่อ
สิงโตไม่อยู่ จึงแบกแม่และน้องคนเล็ก กลับไปอยู่วังกับพระเจ้าตา ฝ่ายสิงโตกลับมาไม่พบหน้าลูกเมียจึงออกติดตาม เข้ามาอาละวาด
กัดกินผู้คน เมื่อราษฎรเดือดร้อนจึงร้องทุกข์ต่อพระเจ้าแผ่นดิน พระราชาแห่งแคว้นกาลิงคะ จึงประกาศให้รางวัลอย่างงาม แก่ผู่ที่จะ
ปราบสิงโตตัวนั้น แต่ไม่มีใครกล้า สีหะพาหุจึงรับอาสา แม้นฝ่ายมารดาจะทัดทานก็ไม่ฟัง คว้าธนูได้ก็ตรงไปยังป่าสาละทันที

ฝ่ายสิงโตเห็นลูกก็ดีใจวิ่งเข้าหา เมื่อเข้าไปใกล้ลูกจึงลั่นธนูเข้าใส่ พร้อมตัดหัวกลับไป ดังนั้นชาวลังกาจึงใช้รูปสิงห์ในธงชาติ
ตามตำนานที่กล่าวมา ตามตำนานทางพระพุทธศาสนา คัมภีร์มหาวังสะ กล่าวว่าเมื่่อพระเจ้าตาสวรรคตแล้ว สีหะพาหุมีสิทธิในการ
ครองราชสมบัติ แต่ไม่ต้องการจึงมอบราชสมบัติให้มารดาและบิดาเลี้ยงครองเมือง ส่วนตัวเองกับน้องสะหะสีวลีพากันไปตั้งเมืองใหม่
ชื่อว่า สิงหบุรี แล้วแต่งงานกันมีโอรสชื่อ เจ้าชายวิชัย กับเจ้าชายสุมิตร เจ้าชายวิชัยมีความประพฤติไม่สู้ดี ทำความเดือดร้อน
ให้ประชาชนเอือมระอา พระเจ้าสีหะพาหุเห็นว่าท่าจะเลี้ยงต่อไปไม่ได้แล้ว จึงจับเจ้าวิชัยโกนหัวครึ่งซีก แล้วใส่เรือเนรเทศไปในทะเล
กระทั่งเรือลอยไปจนถึงเกาะลังกา  วันที่เจ้าชายมาถึงฝั่งกล่าวกันว่า พระพุทธองค์กำลังจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ได้ตรัสแก่เทวดา
และมนุษย์ที่มาเผ้าเท้าสักกะ ธรรมะของเราจักได้ประดิษฐานในเกาะลังกา และวันนี้เจ้าชายองค์ใหญ่ของพระเจ้าสีหะพาหุจะขึ้นเกาะ
พร้อมด้วยบริวาร 700 คน จะครองราชย์ที่เกาะนี้ เจ้าชายและบริวารอยู่ในทะเลมานานพอขึ้นแผ่นดินได้ ต่างก็ดีใจนั่งคุกเข่าจูบ
ดิน และชูมือขึ้นไหว้่เทพเจ้า และมองที่มือของตนเห็นฝ่ามือแดง จึงต้องตั้งมงคลนามของเกาะนี้ว่า "ตามพปัณณิทวีป" แปลว่า
ดินแดนของผู้คนผู้มีฝ่ามืออันแดง ศรีลังกาก็เริ่มเข้ายุคประวัติศาสตร์ใน ปี พ.ศ.1 นั่นเอง

 

การเมืองการปกครอง

ปกครองด้วยระบอบสาธารณรัฐภายใต้ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐและหัวหน้าฝ่ายบริหาร

รูปแบบการปกครอง รัฐสภาเป็นระบบสภาเดียวโดยสมาชิกทั้งหมด 225 คน ได้รับเลือกจากประชาชนทุก ๆ 6 ปี ผู้มีสิทธิออกเสียงต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป ประธานาธิบดีมาจาก การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน อยู่ในตำแหน่ง 6 ปี มีฐานะเป็นประมุขของประเทศและหัวหน้ารัฐบาล เป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี และมีอำนาจถอดถอนนายก รัฐมนตรีและรัฐมนตรี การปกครองท้องถิ่นแบ่งออกเป็น 24 เขตการปกครอง แต่ละเขตปกครองโดยผู้ว่าราชการ (Governor) ที่มาจากการแต่งตั้ง และแต่ละเขตมีสภาการพัฒนา(Development Council) ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน

ศรีลังกาเป็นประเทศที่ประกอบด้วยประชากรหลายเชื้อชาติ ศาสนา แต่การเมืองภายในมีพรรคการเมืองที่สำคัญเพียง 2 พรรคของชนชาติสิงหล คือ Sri Lanka Freedom Party (SLFP) และพรรค United National Party (UNP) ซึ่งแข่งขันช่วงชิงอำนาจทางการเมือง ส่วนพรรคการเมืองอื่นเป็นพรรคเล็กๆ เช่น พรรคของชนเชื้อสายทมิฬ (Tamil National Alliance) พรรคทางพุทธศาสนา และพรรคของกลุ่มแรงงาน เป็นต้น นับแต่ศรีลังกาได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 2491 จนถึงปัจจุบันพรรค SLFP และพรรค UNP ผลัดกันเป็นรัฐบาลมาโดยตลอด โดยทั้งสองพรรคสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยเหมือนกัน แต่ต่างกันที่นโยบายเศรษฐกิจ โดยพรรค SLFP มีลักษณะค่อนไปทางสังคมนิยม ในขณะที่พรรค UNP มีนโยบายเศรษฐกิจเสรี
ศรีลังกาประกอบด้วย 8 จังหวัด (provinces) ดังนี้ (ชื่อเมืองหลวงอยู่ในวงเล็บ)

ประชากร ประชากร 20 ล้านคนประชาการเป็นชาวสิงหล ร้อยละ 74 ทมิฬร้อยละ 8 แขกมัวร์ (มุสลิมจากอินเดียและตะวันออกกลาง)) ร้อยละ 7 และอื่น ๆ คือ พวกเชื้อชาติเบอร์เกอร์เวดด้ามาเลย์จีน และกัฟฟีร์ (แอฟริกัน) มีอัตราการรู้หนังสือโดยรวม ร้อยละ 92.3 (ปี2547) เพศชาย ร้อยละ 94.8 และเพศหญิง ร้อยละ 90

ภูมิศาสตร์

มีรูปร่างคล้ายลูกแพร์ ไข่มุก หรือหยดน้ำ มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 54 ของโลก พื้นที่ 65,610 ตารางกิโลเมตร (เล็กกว่าไทย 8 เท่า)

 

ภูมิอากาศ

เป็นแบบประเทศเขตร้อนชื้น อุณหภูมิเฉลี่ย 27 องศาเซลเซียสตลอดปีอากาศช่วงพื้นที่ราบลุ่ม ภูมิอากาศของโคลัมโบจะอยู่ประมาณที่ 27 องศาเซลเซียส ในพื้นที่ราบสูงอากาศจะเย็น อุณหภูมิสามารถลงถึง 16 องศาเซลเซียส จากภูเขาที่มีความสูง 2,000 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล แดดออกตลอดทั้งวัน ช่วงลมมรสุมอากาศของศรีลังกา ลมมรสุมทางตะวันออกเฉียงใต้จะพาฝนมาด้วยตั้งแต่เดือน พ.ค. ถึง ก.ค. และพัดต่อไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ทางตอนใต้และทางภาคกลาง แต่ภาคเหนือและภาคตะวันออกจะได้รับอิทธิพลลมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงเดือน ธ.ค. ถึง ม.ค.

 

ภาษา

ที่ใช้พูดกันคือ สิงหล ทมิฬและอังกฤษ ภาษาทางราชการคือ สิงหล

 

ศาสนา

ศาสนาพุทธ 69 เปอร์เซ็นต์ ฮินดู 15 เปอร์เซ็นต์ คริสต์ 8 เปอร์เซ็นต์ อิสลาม 8 เปอร์เซ็นต์ พุทธศาสนาร้อยละ 70 ฮินดูร้อยละ 7 คริสเตียนร้อยละ 6 อิสลาม ร้อยละ 7 และอื่น ๆ ร้อยละ 10

ในอดีตลังกา และ สยามมีความสัมพันธไมตรีด้านพระพุทธศาสนาอันเกิดนิกาย สยามวงศ์ในดินแดนลังกา แต่ก่อนหน้านั้นลังกาก็ได้เผยแพร่พระพุทธศาสนาในดินแดนสยามอันเกิดนิกาย  ลังกาวงศ์ รัฐธรรมนูญบัญญัติให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในปี พ.ศ. 2515 มีข้อความเป็นภาษาอังกฤษว่า "The Republic of Sri Lanka shall give to Buddhism the foremos place and accordingly it shall be the duty of The state to protect and foster Buddhism while assuring to all religions the rights secured by Section 18 " ปัจจุบันชาวศรีลังกานับถือพุทธศาสนา 80% ฮินดู 7% คริสต์ 6% อิสลาม 7%

 

เวลา

ช้ากว่าไทย 1.30 ชั่วโมง
เงินตรา

ศรีลังการูปี (1 รูปี มี 100 เซ็นต์) ธนบัตรมีใบละ 10, 20, 50, 100, 200, 500 และ 1,000 คิดเป็นเงินไทยง่ายๆ 100 รูปี เท่ากับ 35 บาท

สถานที่ท่องเที่ยวในศรีลังกา
โคลัมโบ
โคลัมโบ นครหลวงของประเทศศรีลังกา ปัจจุบัน ตั้งอยู่ริมทะเล ห่างจากแผ่นดินใหญ่ 40 ไมล์ ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้
ของเกาะเป็นศูนย์กลาง ความเจริญในด้านต่างๆของลังกา ตอนเมื่อลังกาได้รับเอกราชใหม่ๆซึ่งอยู่ในเครืออังกฤษ ที่ได้รับเอกราช
มาประชุมกันทีนครโคลัมโบ วางแผนพัฒนาประเทศในกลุ่มทางเอเชียขึ้น เรียกว่า Colombo Plan ไทยเราได้สมัครเข้าเป็นสมาชิก
ภายหลัง แถบชานเมืองมาจากสนามบิน ร่มรื่นด้วยสวนมะพร้าว และต้นไม้ที่เขียวขจี มีบ้าน ตึกใหญ่น้อย ตามถนนหนทาง
มีต้นมะพร้าวไฟ ลูกสีเหลืองทอง ให้ลิ้มลองรสชาติ ถนนแทบทุกสายล้วนแต่ร่มรื่น เรียงรายเป็นทิวทัศนียภาพที่น่าอยู่ ย่านการค้า
เรียกว่า ฟอร์ท คือป้อม ซึ่งเมื่อครั้งโปตุเกส มีอำนาจและรุกรานเกาะนี้ในปี พ.ศ.2048 สร้างไว้เป็นที่มั่น แถบบริเวณท่าเรือ ในสมัย
ที่ลังกายังไม่มีการติดต่อกับยุโรป เมืองนีไม่มีความสำคัญทางด้านการค้าเท่าในนัก เพราะอยู่ห่างจากอินเดีย การค้าขายระหว่างเอเชีย
กับยุโรป เกิดขึ้นเมื่อภายหลังที่ วาสโค ดากามา ชาวโปรตุเกส แล่นเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮป มาทางตะวันออกได้สำเร็จ ปัจจุบันนอกจาก
โคลัมโบจะเป็นศูนย์กลางการปกครองแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญอีกด้วย เมืองนี้เป็นทั้งศูนย์กลางทางรถไฟ และ
ถนนแยกออกไปสู่เมืองสำคัญๆต่างๆ ทั่วทั้งเกาะมีถนนสายยาวเรียบฝั่งทะเลออกไปทางใต้ของเกาะ ชื่อถนน กอลล์ ผ่านเมืองกอลล์ ซึ่ง
เป็นเมืองป้อมของพวกดัช ฝั่งทะเลบางตอนที่ไม่มีหิน

ดัมบุลลา

เป็นชื่อของถ้ำซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดราชมหาวิหาร ด้านหน้าเป็นลานจอดรถกว้างขวาง มีบันไดทางขึ้นสะดวกสบาย มีพระพุทธรูปปางสมาธิขนาดใหญ่สีทองเหลืองอร่ามไปทั้งองค์

ความเป็นมาของพุทธสถานแห่งนี้ พระเจ้าวัฏฏคามณีอภัย กษัตริย์องค์ที่ 19 แห่งกรุงอนุราธปุระ เสด็จขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 440 เมื่อมีการผลัดแผ่นดินจึงเป็นช่องทางให้ศัตรูผู้รุกรานคือ พวกทมิฬหาโอกาสบุกเข้ายึดกรุงอนุราธปุระจนเสียกรุงให้แก่พระเจ้าปุลหัตถ์ซึ่งภายหลังตั้งตนขึ้นเป็นกษัตริย์ครองกรุงอนุราธปุระ พวกทมิฬยึดกรุงแล้วเข้าทำลายพุทธศาสนาทันที จนพระเณรหนีตายไปอยู่ตามป่าตามถ้ำ ภายในถ้ำแบ่งออกเป็น 5 คูหา ผนังและเพดานเป็นจิตรกรรมวาดขึ้นในราวศตวรรษที่ 15-18 ถ่ายทอดเรื่องราวล้วนเกี่ยวกับพุทธศาสนาทั้งสิ้น มีปฏิมากรรมปูนปั้น พระพุทธรูปปางต่างๆ หลายขนาดกว่า 150 องค์ ห้องใหญ่สุดมีพุทธไสยาสน์ยาว 47 ฟุต และยังมี พระศิวะและพระวิษณุประทับยืน ทำให้พุทธศาสนิกชนและชาวฮินดูเข้ามาสักการะ

เมืองอนุราชปุระ

อดีตเคยเป็นเมืองหลวงเก่า สมัยพุทธศตวรรษที่ 3 (เก่าแก่กว่า 2,200 ปี) และเคยเป็นเมืองหลวงของประเทศอยู่นานถึง 1,500 ปี เมืองนี้ตั้งชื่อตามกลุ่มขอดวงดาวอนุราธที่หมายถึง ความมั่นคง ความมั่งคั่งและสมบูรณ์พูนสุข

วัดอิสุรุมุณิยะ สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 3 เชื่อกันว่าพระมหินท์อรหันต์ ราชโอรสของพระเจ้าอโศกมหาราช ได้เคยมาจำพรรษาแรกที่วัดแห่งนี้ 

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกซึ่งได้ประดิษ ฐานมาตั้งแต่เมื่อครั้งสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ราว 2,200 ปีมาแล้ว เป็นหน่อที่พระนางสังฆมิตตาเถรี พระภิกษุณี อดีตราชธิดาของพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งได้นำหน่อพระศรีมหาโพธิ์นี้มาจากตำบลพุทธคยาประเทศอินเดียและเป็นหน่อที่แยกจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นแรกที่พระพุทธเจ้าเสด็จ ประทับนั่งบำเพ็ญจนตรัสรู้อนุตตรสัมโพธิญาณ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้เป็นต้นไม้ที่มีอายุนานที่สุดในโลกจนหนังสือกินเนสบุ๊คได้บันทึกไว้

เมืองสิกิริยา

เขาสิกิริยา อันเลื่องชื่ออดีตเคยเป็นป้อมปราการระฟ้า (Fortress in the sky) ข้ามสะพานระหว่างคูเมือง(Moat)ที่กว้างใหญ่ ปัจจุบันปลูกดอกบัวสวยงามบริเวณคูน้ำเดินผ่านสวนน้ำ      และโบราณสถานก่อนถึงเชิงเขาที่มีขั้นบันไดและมีที่พักเหนื่อยตลอดทาง ชมภาพวาดสีเฟรสโก้รูปหญิงสาวชาวสิงหลมีอายุกว่า1,000 ปี

ถ้ำดัมบูลา ตั้งอยู่บนเขาสูงประมาณ 500 ฟุต ภายในถ้ำจะมีภาพวาดพระพุทธรูปที่มีสีสันงดงามชมพระเจดีย์,พระพุทธรูปแกะสลักหินปางสมาธิมากมายประดิษฐานอยู่ทั่วไปในถ้ำที่มีหลายห้อง

เมืองแคนดี้

สวนสมุนไพร(SPICE GARDEN) ที่มีผลิตผลทางการเกษตร จำหน่ายเช่น น้ำยาปลูกผมซึ่งสกัดจากผลมะพร้าวคิงส์โคโคนัท (KING COCONUT)  หรือน้ำยาสมุนไพรแก้โรคไขข้อเสื่อม ในอดีตเกาะลังกาเป็นเมืองที่ส่งออกสมุนไพรสู่ประเทศทางยุโรปและตะวันออกกลางที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก

วัดพระทันตธาตุ แห่งกรุงแคนดี้ กราบนมัสการพระบรมสารีริกธาตุพระทันตธาตุเขี้ยวแก้ว(Sacred Tooth Relic Temple) อันศักดิ์สิทธิ์ 
วัดกัลยาณีราชมหาวิหาร ซึ่งชาวศรีลังกาเชื่อว่าเมื่อกว่า 2,500 ปี มาแล้วพระพุทธเจ้าได้เคยเสด็จมาประทับนั่งบนรัตนบัลลังก์ทองคำที่วัดแห่งนี้ และพระพุทธเจ้าได้ทรงเทศน์โปรดชาวสิงหลเป็นครั้งแรกยังสถานที่นี้

 

เมืองกอล

เป็นเมืองที่มีความน่าสนใจในแง่ประวัติศาสตร์มากที่สุดของศรีลังกาสร้างบนโขดหินทางตอนใต้ของเกาะเคยเป็นเมืองท่าสำคัญเมื่อ 100 ปีก่อน ปัจจุบันนี้ยังคงรับส่งสินค้าและเป็นท่าจอดเรือ 
มีป้อมปราการรวมถึงสถาปัตยกรรมที่สร้างสมัยอาณานิคมของชาวดัชและมีบรรยายกาศสมัยเมื่อครั้ง เป็นศูนย์กลางการปกครองของชาวดัชในศตวรรษ ที่ 17-18 นอกจากนี้ยังมีชื่อเสียงในด้านการทำผ้าลูกไม้ อัญมณี และงานแกะสลักไม้

เมืองนัวเรอเอเลีย

ได้ชื่อว่าเป็นเมืองอังกฤษจำลองของประเทศศรีลังกา เป็นเมืองที่มีฉากหลังอันงดงามตั้งอิงอยู่กับเทือกเขา หุบเขา น้ำตก และสวนปลูกใบชานับเป็นเมืองที่มีอากาศเย็นที่สุดบนเกาะ ที่จริงแล้วมีอุณหภูมิคล้ายกับฤดูใบไม้ผลิในประเทศอังกฤษ แม้ว่าอุณหภูมิช่วงค่ำจะลดลงบ้างก็ตาม

การเดินทาง

เดินทางโดยสายการบินคาเท่ย์แฟซิฟิกโดยเฉลี่ยราคาตั๋วถูกที่สุด แต่ก็แล้วแต่ฤดูกาล รองมาก็ศรีลังกันแอร์ไลน์ คนไทยอยู่ในศรีลังกาได้ 30 วัน โดยไม่ต้องขอวีซ่า 

ที่พัก ควรจองไปก่อน เนื่องจากถ้าไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว ที่พักจะไม่ได้อยู่รวมกันเป็นกระจุก อาจเสียเวลา และเสียเงินไปกับค่ารถที่ตระเวนหาที่พัก เวลาเค้าบอกราคาจำไว้ว่าทุกอย่าง ต้องบวกภาษีไปอีก 15% ที่พักหาได้จากเวปทั่ว ๆ ไปค่ะ 

ถ้า walk in เข้าไป อาจได้ราคาแพงกว่าค่ะ ที่พักบางที่ อาจบวกค่าบริการอีก 10% ด้วยนะคะ ของขายตามข้างถนนถ้าเป็นนักท่องเที่ยวเค้าจะบวกราคาไปอีกอย่างน้อยเท่าตัวเสมอ

 

 



ศรีลังกา6